stadium

สมรักษ์ คำสิงห์ ตำนานนักกีฬาไทยคนแรกที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิก

6 กุมภาพันธ์ 2563

ปี ค.ศ.1996 ไม่มีใครในประเทศไทยไม่รู้จักเขาคนนี้ “บาส” สมรักษ์ คำสิงห์ นักชกจอมทะเล้นจากขอนแก่น เพราะนี่คือนักกีฬาไทยคนแรกที่สามารถคว้าเหรียญทองในกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ “โอลิมปิกเกมส์” ได้สำเร็จ

 

เจ้าบาส เกิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2516 ที่หมู่บ้านโนนสมบูรณ์ จ.ขอนแก่น เป็นลูกชายคนที่ 2 ของบ้านคำสิงห์ ที่มีพ่อแดงและแม่สมบูรณ์ (น้องบุญธรรมอีก 1 คน ) ฐานะทางบ้านขัดสนพอสมควร เส้นทางของ เจ้าบาส แทบจะเป็นสูตรสำเร็จของยอดมวย พ่อแดง เป็นอดีตนักมวยเก่า “ศรเพชร เพชรเจริญ” แต่ ดช.สมรักษ์ ยังไม่มีแววเข้าใกล้วงการกำปั้น แม้จะเห็นพ่อเอากระสอบทรายแขวนต้นมะขาม สอนมวยให้วัยรุ่นบ้านใกล้เรือนเคียงทุกเย็น 
 


ตอนเด็กๆ ผมไม่อยากเป็นนักมวยเลย ครูถามว่าอยากเป็นอะไร ผมบอกว่าอยากเป็น นายกรัฐมนตรี” แต่แล้ววันหนึ่ง พ่อแดง เดินทางมารับสมรักษ์ที่โรงเรียนแบบมีเงื่อนงำ วันนั้น สมรักษ์ ไม่ได้กลับบ้าน แต่ถูกพ่อพาไปสนามมวยเพื่อเปรียบมวยขึ้นชกในงานวัด ซึ่งเจ้าบาสได้แต่ร้องไห้เพราะกลัวเจ็บ แต่ก็ต้องจำใจขึ้นสังเวียนครั้งแรกในชีวิตเพราะพ่อตี และต่อว่าหนักว่า “ใจหมา มึงไม่ใช่ลูกกู ลูกกูต้องใจสู้” 

 

ใครจะเชื่อว่าไฟต์แรกของเด็กชายที่ไม่ได้อยากเป็นนักมวย จะสร้างความฮือฮาฉายแววยอดมวยออกมาเสียอย่างนั้น จากวันนั้นบ้านคำสิงห์หัวกระไดไม่เคยแห้ง เพราะจะมีคนเอาเงินมาให้ 5,000 บาท แล้วขอให้เจ้าบาสไปชกมวยเดินสายให้เป็นอย่างนั้นเรื่อยมา เริ่มดังในฐานะ “ไอ้แอด ล่าเดิมพัน” 100 ปอนด์กระฉ่อนขอนแก่น กลายเป็นมวยดังภาคอีสานฝีไม้ลายมือเข้าตา ณรงค์ กองณรงค์ หัวหน้าคณะณรงค์ยิมเอาไปปลุกปั้น และถูกเอรัญ มิตรสมาน ค่ายมวยดังลงทุนซื้อไปด้วยค่าตัว 8 พันบาท โดยมี สมหวัง คำทุ่น หัวหน้าคณะ ส.คิงสตาร์ เป็นนายทุน ได้ชื่อมวยไทยว่า “พิมพ์อรัญเล็ก ศิษย์อรัญ” 

 

ในการเข้ามาชกมวยไทยในกรุงเทพแถมยังเดินสายมวยสากลสมัครเล่นที่ ร.ร.ผดุงศิษย์วิทยา ไปพร้อมๆกัน ที่ผดุงศิษย์วิทยาเปรียบเหมือนแหล่งรวมยอดวิทยายุทธ์ เพราะเป็นโรงเรียนที่รวมยอดมวยจากทั่วประเทศเข้ามา เวลานั้นมีการแข่งขัน “นวมทอง” และสมรักษ์ก็ได้ชกตั้งแต่เรียนอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 2 ไปชกมวยกรมพลศึกษามวยชิงแชมป์กรุงเทพแทบจะเดินสายมวยสากลยาวๆเกือบปี เพราะในสายมวยไทย สมรักษ์ ในวัย 17 ปี ค่าตัว 180,000 บาท ไม่มีคู่ต่อกรเลย กลายเป็นมวยดังตกงานเพราะความเก่งเกินไป ขึ้นชกมวยไทยครั้งสุดท้ายชนะน็อค สุวิทย์เล็ก ส.สกาวรัตน์ ยก 4 แล้วจึงหันมาเอาดีด้านมวยสากลสมัครเล่นอย่างเดียว จนต้องขอเว้นวรรคไปชกกีฬาแห่งชาติที่ จ.อยุธยา ให้เขต 4 บ้านเกิด ซึ่งเวทีกีฬาแห่งชาติสมัยก่อน แต่ละจังหวัดจะทุ่มซื้อนักมวยทีมชาติชุด เอ-บี ไปเล่นให้ แต่ทั้งหมดโดน สมรักษ์ คำสิงห์ เก็บเรียบและคว้าเหรียญทองไปครอง 

 

 

จากความเก่งกาจนั้นทำให้ สมรักษ์ เนื้อหอมสุดๆ หน่วยงานราชการที่ทำกีฬาอยู่เดินหน้าจีบกันทุกเหล่าทัพ ก่อนที่เขาจะเลือกกองทัพเรือที่คุยกับบาสแบบนักเลง “ยังไงก็ได้ขอให้เอ็งมากูจะสร้างมึงเป็นเหรียญทองโอลิมปิก” พล.ร.อ. อธิคม ฮุนตระกูล โน้มน้าวใจสมรักษ์ง่ายๆ แต่ได้ใจ กองทัพเรือดูจะถูกจริตกับสมรักษ์ที่สุดและมีจุดกึ่งกลางระหว่างกัน

 

ครั้งหนึ่งสมรักษ์หายไปจากแคมป์จนมีข้อครหาว่าได้อภิสิทธิ์ พล.ร.อ. อธิคม โทรหาสมรักษ์เพื่อขอเหตุผล “ผมขอซ้อมบ้านผม ถ้ากีฬา 4 เหล่าทัพผมไม่ได้เหรียญทองเอาผมติดคุกเลย” 

“โอเค ถ้ามึงไม่ได้เหรียญทองติดคุก 15วัน” เป็นอภิสิทธิ์ที่ไม่มีใครกล้าเอาด้วย ซึ่งสมรักษ์ไม่เคยพลาด และรอดคุกมาตลอด สมรักษ์ติดทีมชาติครั้งแรกชุดเตรียมไปโอลิมปิกเกมส์ ที่บาร์เซโลนา ในปี พ.ศ. 2535 การเป็นนักมวยเงินแสนที่ซ้อมไม่กี่วันก็เห็นเงินหมื่นทำให้เขารับไม่ได้กับการได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 150 บาท และหนีแคมป์ทีมชาติบ่อยๆปีนกำแพงสนามศุภชลาศัยบ่อยๆ แต่สมาคมฯยังให้โอกาสคัดตัวภายในและแน่นอนว่าการโค่นสมรักษ์ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเป็นตัวแทนไปโอลิมปิกเกมส์ น่าเสียดายโอลิมปิกหนแรก สมรักษ์ ชนะ ไมเคิล สเตรจ จากแคนาดา 11-9 รอบสอง แพ้ ฟาอุสติโน เรเยส นักชกเจ้าถิ่น 15-24 ตกรอบนี้ สมรักษ์ ถูกส่งตัวกลับเมืองไทยก่อนแบบเงียบๆไม่มีคนมารับ 

 

จากนั้นวันที่ อาคม เฉ่งไล่ ได้เหรียญทองแดงในรุ่นเวลเตอร์เวต เดินทางกลับมา สมรักษ์ ถูกเรียกตัวมาที่สนามบินดอนเมือง เพื่อทำทีว่าเดินทางกลับมาพร้อมคณะถูกสั่งให้เขาไปรอในห้องน้ำก่อน 

 

วันนั้นสมรักษ์ได้แต่แอบมองดูความสำเร็จของเพื่อนอยู่ไกลๆเขาคิดในใจว่า “ครั้งต่อไปกูต้องกลับอย่างฮีโร่” จากนักชกที่ซ้อมตามแต่พรสวรรค์จะอนุญาติ สมรักษ์ หันมาตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อมจริงจังเพื่อไปแอตแลนตาในอีก 4 ปีข้างหน้า เดินหน้าคว้าเหรียญทองระหว่างนั้นเกือบ หมดรวมทั้งเหรียญทองเอเชียนเกมส์เดียวจาก ฮิโรชิม่าเกมส์ (ภายหลังสภาโอลิมปิคแห่งเอเชีย บวกเหรียญทองของ รัฐพงศ์ ศิริสานนท์ ตามหลัง) ได้เหรียญทองซีเกมส์ ที่เชียงใหม่ ระหว่างการเดินทางไปควอลิฟายโอลิมปิกเกมส์เพื่อโควตาไปแอตแลนตาเกมส์

 

สมรักษ์ ได้รับข่าวร้ายว่า เสาวนีย์ คำสิงห์ ภรรยาแท้งลูกทำให้เขาเสียใจมาก แต่ก็นำความปวดร้าวมาเป็นพลังเพื่อจะไปโอลิมปิกเกมส์ให้ได้ สมรักษ์ ฝึกซ้อมจนพร้อมมากเขาทำข้อมูลนักชกคู่แข่งอีก 31 คนอย่างละเอียด ประเมินฝีมือและสไตล์การชกทุกคนจนสามารถกาหัวได้เลยว่าเขาจะชนะใครได้บ้าง 

“ไปคราวนี้ได้แชมป์แน่นอน เที่ยวนี้ผมได้เหรียญทองแน่นอน” สมรักษ์กล้าพูดไว้ ก่อนเดินทางไปสหรัฐ 
 


แอตแลนตาเกมส์ 1996 ในพิกัดเฟเธอร์เวต 57 ก.ก. สมรักษ์ เอาชนะแดเนี่ยล เซต้า นักชกเปอร์โตริโก 13-2, รอบสอง ชนะฟิลิปส์ เอ็นดู จากแอฟริกาใต้ 12-7 รอบสามชนะ รามาส พาเลียนี่ จากรัสเซีย 13-4 รอบตัดเชือกสมรักษ์ก็เอาชนะ พาโบล ชา คอน จากอาร์เจนตินาไปได้ 20-8 รอบชิงฯ สมรักษ์ เกือบได้เจอกับ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ มวยสร้างจากสหรัฐ แต่ดันไปแพ้ เซราฟิม โทโดรอฟจากบัลแกเรียแบบน่ากังขาเสียก่อน และสมรักษ์เฉือนเอาชนะ โทโดรอฟ ไปอย่างสนุก 8-5 

 

ชมไฮไลท์ไฟต์ประวัติศาสตร์ ชิงเหรียญทองมวยสากลสมัครเล่นคลิกที่นี่


ว่ากันว่าวันนั้น 4 ส.ค. 2539 คนไทยอยู่หน้าจอโทรทัศน์เพื่อดูสมรักษ์รับเหรียญทองและอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 กว่าค่อนประเทศ และนั่นทำให้ สมรักษ์ คำสิงห์ ได้รับฉายาว่า “โม้อมตะ” เพราะพูดไว้ตังแต่ก่อนโอลิมปิกเกมส์แล้วว่าจะสร้างประวัติศาสตร์นี้ สมรักษ์ ดังในชั่วข้ามคืนได้รับการทาบทามเข้าสู่วงการบันเทิง เริ่มจากละคร เรื่อง "นายขนมต้ม" ทางช่อง 7 ที่รับบทเป็นนายขนมต้มพระเอกเอง โดยประกบคู่กับ “น้ำฝน” กุลณัฐ ปรียะวัฒน์ นางเอก ตามการชักชวนของ “แดง” สุรางค์ เปรมปรีดิ์ 

บุคลิกของสมรักษ์ทำให้เขาดูจะถูกจริตกับวงการบันเทิงมากๆ งานวิ่งเข้าชนไม่หยุดแต่ก็ยังมีชื่อติดทีมชาติเสมอ ซึ่งเจ้าตัวพูดเสมอว่าเมื่อชาติต้องการเราต้องไป สมรักษ์ กลับมาคว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ปี 2541 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ และยังคงชกโอลิมปิกเกมส์มาอีก 2 ครั้ง ตกรอบสามในการแข่งขันโอลิมปิกที่ซิดนีย์ ปี พ.ศ. 2543 และตกรอบแรกในโอลิมปิกที่เอเธนส์ ปี พ.ศ. 2547 เขาตัดสินใจแขวนนวมอย่างเป็นทางการ 

งานในวงการบันเทิงยังรองรับสมรักษ์เสมอ เขามีงานแสดงมากมายเล่นภาพยนตร์ดังอย่าง “เกิดมาลุย” เล่นภาพยนตร์ “ฮอลลิวู้ด” เรื่อง “Fearless” ประกบกับ เจ็ต ลี ดารานักบู๊จากฮ่องกง รวมทั้งออกเทปสองชุดในสังกัดเทโรเอ็นเตอร์เทนเมนต์กับสามารถ พยัคฆ์อรุณ และ เขาทราย กาแล็กซี่ ในนาม 3 หมัดสะบัดไมค์ เสียอีกด้วย มีค่ายมวย ส.คำสิงห์ ที่ให้โอกาสนักชกที่ด้อยโอกาส

ปัจจุบัน “เจ้าโบ้ท” ภูวรักษ์ ลูกชายของสมรักษ์ กำลังไปได้ดีกับเส้นทางในวงการฟุตบอลเป็นนักเตะเยาวชนของเมืองทอง ยูไนเต็ด เป็นการเติมเต็มความฝันวัยเด็กของ สมรักษ์ ที่ชื่นชอบ ปิยพงษ์ ผิวอ่อน มาตลอด

 

สนใจเรื่องราวของตำนานมวยสากลสมัครเล่นไทยคนอื่น อ่านเรื่อง "อยู่ไหน ทำอะไรกัน? อัพเดทชีวิต 12 ตำนานฮีโร่นักชกไทยในโอลิมปิก"


stadium

author

StadiumTh Team Content

StadiumTH Content Creator

stadium olympic