stadium

นวพรรษ วงค์เจริญ : ฉลามหนุ่มผู้พิชิตขีดจำกัดของตัวเองสู่โอลิมปิกหนแรก

5 กรกฎาคม 2564

สู้ไปให้สุดอย่าหยุดกับที่ … ประโยคปลุกเร้าอารมณ์นี้ดูเหมือนจะใช้ได้ดีกับ 'ไวน์ นวพรรษ วงค์เจริญ' ฉลามหนุ่มวัย 23 ปีผู้ที่กวาดเหรียญรางวัลจากการแข่งขันภายในประเทศมานักต่อนัก ทั้งยังทุบสถิติของประเทศไทยเกือบจะทุกรายการที่เจ้าตัวลงแข่งขัน โดยเฉพาะในปี 2019 ปีเดียวเจ้าตัวทำลายสถิติประเทศไทยได้มากถึง 4 ครั้งฟอร์มโดดเด่นที่สุดในชั่วโมงนี้แล้วของนักว่ายน้ำไทย

 

แต่เชื่อหรือไม่ว่าในระดับภูมิภาค 'ไวน์ไม่เคยแม้แต่จะได้สัมผัสกับคำว่าแชมป์เปี้ยน' นั่นคือจุดที่เขาไม่เคยก้าวข้ามผ่านได้เลยสักครั้งและอาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่ไวน์กำลังควานหา แม้ว่ามันอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่เด็กหนุ่มวัย 23 ปีคนนี้ก็พร้อมที่จะเดินหน้าสู้อย่างไม่ยอมถอดใจ ในท้ายที่สุดไวน์ก็สามารถทะลุเข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายของโอลิมปิกเกมส์ 2020 ได้เป็นผลสำเร็จ และโอลิมปิกครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งบททดสอบครั้งสำคัญในชีวิต

 

 

สู้กับความไม่พร้อม

 

ชีวิตช่วงวัยเด็กของไวน์นั้นไม่ได้มีช่วงชีวิตเหมือนเด็กอื่นทั่วไปเพราะเขาต้องประสบปัญหาด้านสุขภาพที่ค่อนข้างรุนแรง 'โรคปอดอักเสบ' เล่นงานเขาตั้งแต่เด็กนั่นทำให้สภาพร่างกายของเขาดูอ่อนแอกว่าเด็กวัยเดียวกัน

 

"มันเป็นปัญหาของผมครับ" ไวน์เริ่มต้นการสนทนาด้วยการยอมรับว่าโรคปอดอักเสบคือกระดูกชิ้นโตที่ขวางทางเดินชีวิตในช่วงนั้น

 

"ทั้งที่ผมก็ออกกำลังกายและเล่นฟุตบอลกับเพื่อนมาตั้งแต่เด็กแต่ก็เหมือนว่าร่างกายผมมันอ่อนแอ อาการมันจะเหนื่อยหอบ หายใจไม่ค่อยจะทัน บางทีก็เป็นปอดบวม มันเป็นแบบนี้มานานมากจนพ่อกับแม่ผมเขาพาไปปรึกษาหมอเขาก็แนะนำว่าให้ไปเล่นกีฬาว่ายน้ำแทนซึ่งหมอก็ให้เหตุผลว่ามันจะช่วยเรื่องปอดโดยตรง ด้วยความที่เป็นเด็กผมก็เลยได้แค่สงสัยว่าแล้วที่เล่นฟุตบอลมามันไม่ช่วยอะไรเลย แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรก็ทำตามที่หมอบอก ซึ่งแม่ผมก็เห็นด้วยเลยเป็นจุดเริ่มต้นของกีฬาว่ายน้ำตั้งแต่ตอนนั้นเลยครับ"

 

 

 

ไวน์ ย้อนวันวานให้ฟังก่อนจะบอกเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ตัดสินใจเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางนักว่ายน้ำ ร่างกายของเขาก็เริ่มแข็งแรงขึ้นอาการเหนื่อยหอบเกือบจะหายเป็นปกติ เขาใช้เวลาปรับสภาพร่างกายในสระน้ำอยู่ประมาณ 2 เดือนสุขภาพของเขาก็กลับมาเป็นปกติ และเมื่อร่างกายพร้อมจิตใจพร้อม ไวน์ ฝึกฝีมือจนกระทั่งมีโอกาสได้เข้าสัมผัสกับการแข่งขันกีฬาสาธิตระดับเยาวชน ซึ่งนั่นเองที่เป็นจุดเริ่มนักว่ายน้ำจอมทุบสถิติ

 

"ตอนนั้นผมก็ไม่คิดหรอกว่าจะชนะ เพราะผมเพิ่งเริ่มฝึกว่ายน้ำตอนอายุ 7 ขวบ เอาจริง ๆ ผมว่ายน้ำไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่พอมาได้ฝึกมันก็ไม่ถึงกับเริ่มต้นช้าเท่าไหร่ บางคนเริ่มฝึกตอน 3-4 ขวบเขาก็อาจจะเป็นเร็วกว่าเรา แต่สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่ที่การฝึกซ้อมอยู่ดี พอผมได้ลงแข่งในตอนนั้นความรู้สึกมันก็มีตื่นเต้นบาง แต่ในใจลึก ๆ ก็อยากชนะอยากได้เหรียญ อารมณ์ประมาณว่าถ้าเราชนะเราก็จะเดินแอ็คในโรงเรียนได้อะไรแบบนั้น"

 

แม้ว่าผลการแข่งขันจะไม่เป็นไปดั่งใจหวัง แต่นั้นก็เสมือนใบเบิกทางสู่สุดยอดนักกีฬาว่ายน้ำที่พร้อมจะทุบทุกสถิติในประเทศ

 

 

 

สู้กับตัวเอง

 

มันคงจะเป็นปมในใจของไวน์มาโดยตลอด เมื่อทุกครั้งที่หลับตาตัวเลขเวลายังคงตามหลอกหลอน เมื่อสถิติที่เขาเคยทำได้ดีระดับเป็นสถิติที่ดีที่สุดของประเทศแต่เขาไม่สามารถกลับไปสัมผัสมันได้อีกเลย

 

"ช่วงก่อนที่จะขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ประมาณ ม.5-6 ผมซ้อมหนักมาก ๆ ความเข้มข้นในการฝึกซ้อมมันเพิ่มขึ้นกว่าเก่า เริ่มมีการเข้าเวทเทรนนิ่งเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ โฟกัสไปที่การว่ายท่าผีเสื้อมากกว่าเดิมซึ่งจริงๆ มันเป็นท่าที่ผมถนัดอยู่แล้ว เริ่มมีการเจาะลึกลงไปที่ท่านี้จริงจังมากขึ้น ผมยอมรับว่ามันเหนื่อยมากๆ เหนื่อยจนคิดที่จะเลิกว่าย แบบไม่ไหวแล้วจะอะไรหนักหนา"

 

ไวน์เล่าย้อนไปถึงช่วงเวลาที่สาหัสสากรรณ์และบอกต่อด้วยว่า "ตอนนั้นผมงงกับตัวเองมาก มันท้อแท้ไปเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมทำเวลาได้ดีมาก ระยะห่างของเวลาเพียงแค่วินาทีเดียวมันยังพอไหวแต่กลายเป็นว่ามันห่างกันถึง 4 วินาที จากที่ผมเคยทำสถิติไว้ที่ 2.03 นาทีกลายเป็น 2.07 นาทีซึ่งมันเยอะมากและมันก็เป็นแบบนั้นมา 3-4 ปีที่ผมทำเวลาน้อยกว่านั้นไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่ผมก็ซ้อมหนักทุกวันแต่มันทำไม่ได้เหมือนว่าผมแพ้ตัวเองมาตลอด"

 

 

 

นี่คงจะเป็นสิ่งที่ไวน์พยายามต่อสู้มาโดยตลอด การเอาชนะตัวเองเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่สิ่งที่ไวน์กำลังเผชิญอยู่ ณ.เวลานั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ยากลำบากที่สุด ซึ่งเขาเองยังค้นหาคำตอบไม่ได้ว่าเป็นเพราะเหตุใดกันแน่

 

แต่ไม่ว่าอย่างไร ไวน์ ก็ยังคงมุ่งมั่นและก้มหน้าก้มตาพยายามสู้กับจิตใจตัวเองต่อไป แม้ว่ามันจะส่งผลให้ฟอร์มส่วนตัวดรอปลงไปบ้างแต่สิ่งที่ให้เขายังคงมุ่งมั่นนั่นคือความฝันที่จะขยับจากคำว่าเยาวชนเป็นนักกีฬาว่ายน้ำชุดใหญ่

 

"มันเท่มากเลยครับถ้าได้ติดทีมชาติชุดใหญ่ มันเป็นความใฝ่ฝันของนักกีฬาเยาวชนทุกคนนั่นแหละที่อยากจะไปยืนจุดนั้น ผมเลยคิดได้ว่าที่เราทำมาทั้งหมดจะทิ้งมันเลยเหรอเลยทำให้ผมหันกลับมามุ่งมั่นอีกครั้ง ทีนี้ความมุ่งมั่นมันสูงขึ้นกว่าเดิม ไม่สนใจแล้วว่าจะทำลายสถิติของตัวเองได้หรือเปล่าขอแค่ตั้งใจว่ายให้ดีที่สุดก็พอ สุดท้ายก็ได้ติดทีมชุดใหญ่เป็นมือหนึ่งของประเทศ"

 

 

 

สู้เพื่อชัยชนะ

 

นับตั้งแต่เหรียญรางวัลแรกที่ไวน์ได้มาครอบครองที่เขายอมรับว่าเสมือนแรงผลักดันให้เขากล้าที่จะไปต่อในเส้นทางนักกีฬาว่ายน้ำ ไวน์ ยังคงพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจลงไปในสระ หายใจเข้าเต็มปอดและพุ่งกระโจนไปข้างหน้าเยี่ยงฉลามออกล่าเหยื่อ

 

"มันเป็นเหมือนกำลังใจที่ทำให้เราอยากที่จะไปต่อเพราะผมคิดว่า ตัวผมเองยังไปได้ไกลกว่านี้ ต่อให้ผมไม่ได้เหรียญอะไรเลยก็ตามผมก็จะบอกกับตัวเองว่าปีหน้าหรือต่อ ๆ ไปต้องทำให้ได้ กลับมาซ้อมใหม่ให้ดีขึ้น อะไรคือข้อผิดพลาด เราพลาดตรงไหนก็กลับมาแก้กันใหม่การแข่งขันมันไม่ได้จบแค่ตรงนั้น มันยังมีอีกเราต้องไปให้ถึง"

 

ไวน์ยังบอกต่อด้วยว่า กำลังใจจากคนรอบข้างก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เขายังคงมองไปที่อนาคตข้างหน้าเสมอ "พ่อแม่ โค้ช พวกเขาบอกผมเสมอว่าเราทำได้และผมก็เชื่อว่าผมทำได้ มันเลยกลายเป็นว่าเรามั่นใจตัวเองมากขึ้นและทำให้ผมยังคงตั้งหน้าตั้งตาซ้อมมาตลอด มันเลยเกิดการพัฒนาผมคิดว่าถ้ายังย่ำอยู่กับที่มันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ผมเกลียดการที่เราไม่พัฒนาตัวเอง คนเราอย่าหยุดอยู่กับที่มันต้องเดินต่อไปข้างหน้า"

 

คล้ายกับว่า ไวน์ รู้ซึ้งถึงขีดจำกัดของตัวเองดีว่าอยู่ในระดับใดและอะไรคือสิ่งที่เขาต้องพัฒนา มันไม่ใช่เรื่องของสถิติตัวเลขที่ในช่วงหนึ่งเขาทำลายเป็นว่าเล่นแต่มันเกิดจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบที่ทำให้ไวน์กลายเป็นเบอร์หนึ่งในกีฬาว่ายน้ำในท่าผีเสื้อ 200 เมตร

 

แต่เชื่อหรือไม่ว่าชัยชนะที่ไวน์ได้รับ เสียงสรรเสริญที่กึกก้องในประเทศกลับส่งเสียงดังไม่เพียงพอที่จะส่งต่อให้ไวน์ประสบความสำเร็จในระดับภูมิภาค

 

 

 

สู้ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางชนะ

 

"เหรียญซีเกมส์ที่ผมได้มาก็มาจากทีมผลัด 200 เมตรได้รุ่นพี่ในทีมชาติช่วยไว้ ส่วนตัวในประเภทเดี่ยวผมไม่เคยทำได้เลย" 

 

ประโยคที่ช่วยยืนยันถึงผลงานส่วนตัวของไวน์กับการแข่งขันในระดับภูมิภาคที่เขายังไม่เคยสัมผัสมันเลยสักครั้ง

 

"ส่วนหนึ่งมันน่าจะมาจากการพัฒนาของผมยังไม่ดีพอ อีกอย่างอาจจะเป็นเพราะคู่แข่งมันแยกเป็นปัจจัยทั้งภายนอกและภายใน ก็คือตัวผมเองพัฒนาตัวเองมาเรื่อย ๆ ไม่ได้โทษว่าใครจะเก่งกว่าหรือซ้อมมาดีขนาดไหน ผมมองว่าพัฒนาการของผมมันเหมือนกับขั้นบันได เหรียญแรกที่ได้ก็มาจากทีมประเภททีมต่อมาก็ได้เหรียญทองแดงเหรียญเดี่ยว แล้วล่าสุดก็ได้เหรียญเงิน ผมเริ่มทำด้วยตัวเองได้แล้วพัฒนาตัวเองมาเรื่อย ๆ แต่มันยังขาดเหรียญทองที่ผมยังทำไม่ได้ ซึ่งจะบอกว่ามันเป็นเหรียญที่ยากมาก ๆ"

 

ไวน์ เล่าว่า การที่จะกระโจนไปสู่ที่หนึ่งในกีฬาวายน้ำประเภทผีเสื้อ 200 เมตรเป็นสิ่งที่ยากพอ ๆ กับการเอาชนะใจตัวเอง เพราะกระดูกชิ้นโตที่ขวางทางสำเร็จของเขาอยู่คือชายที่ชื่อว่า 'เคอ เจิ้ง เหวิน' สุดยอดฉลามหนุ่มชาวสิงคโปร์คู่แข่งที่ไวน์ยอมรับในฝีมือว่าเป็นของจริง

 

"ในรุ่นนี้มีแต่พวกระดับตัวท็อป ๆ โอลิมปิก ซึ่งมันห่างไกลมาก ๆ ผมมองว่าเหรียญทองมันไม่ใช่ของผมมันแทบจะเอื้อมไม่ถึงไม่ว่าจะซ้อมมาดีมากขนาดไหน แต่สำหรับกีฬาสถิติถ้าแค่เสี้ยววินาทีมันยังพอได้ลุ้น แต่เวลาห่างกันถึง 4 วินาทีมันยากมาก ขนาดสถิติของตัวผมเองยังทำไม่ได้เลย แต่ 4 วินาทีนี้มันเป็นของคู่แข่งยิ่งยากเข้าไปใหญ่" ไวน์เปิดอกยอมรับว่าการจะขึ้นไปคว้าเหรียญทองในซีเกมส์มันเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม

 

"ในระหว่างที่ฝีมือเราพัฒนาก็ใช่ว่าคู่แข่งจะหยุดอยู่กับที่ เขาก็พัฒนาไปในทางของเขาด้วยเหมือนกัน มันเลยเป็นเรื่องที่ยาก ยากกว่าการเอาชนะตัวเองซะอีก ไม่ใช่ว่าผมจะยอมแพ้ ผมยังกล้าที่จะฝันถึงเหรียญทองแรกในซีเกมส์ แต่มันยังทำไม่ได้สักทีคือมันต่างกันเกินไปในระดับนั้น โอกาสมันน่าจะอยู่แค่ 2-3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง"

 

ไวน์เล่าถึงการเผชิญหน้ากับเคอ เจิ้ง เหวิน ให้ฟังว่า ทุกครั้งที่ต้องลงสระแข่งขันในท่าผีเสื้อไวน์แทบจะตัดชื่อของนักว่ายน้ำชาวสิงคโปร์คนนี้ออกจากระบบความคิดโดยทันที พยามยามทำให้เหมือนว่าเคอ เจิ้ง เหวินไม่มีตัวตนในการแข่งขัน

 

"เอาไปเลยอยากได้เอาไปเลยให้" ไวน์พูดเชิงติดตลกและบอกต่อว่า "มันมีความกดดันตั้งแต่แรกแล้วว่าเราต้องมาเจอกับเขา แต่ถ้าถามผมว่าจะมีวันเอาชนะได้มั้ยผมตอบเลยว่าต้องมี ผมรู้ตัวเองว่าผมจะพัฒนาไปให้ถึงตรงนั้นให้ได้ซึ่งมันต้องใช้เวลาอาจจะ 6-7 ปี แต่ตอนนี้ผมขอแค่ทำลายสถิติของตัวเองให้เป็นสถิติใหม่ของประเทศไทยให้ได้ก่อน ถามว่าพอใจมั้ยคงไม่แน่ๆ ใจผมอยากได้เหรียญทองมากๆ ผมยังไม่เลิกล้มความฝันตรงนั้น"

 

ในเมื่อไวน์รู้ดีว่าการที่จะเอาชนะยอดนักว่ายน้ำอย่าง 'เคอ เจิ้ง เหวิน' ได้นั้นมันเป็นเรื่องที่ยาก ไวน์จึงคิดหาวิธีตัดปัญหาด้วยการยกให้เขาเป็นแรงผลักดันให้กับตัวเอง

 

"ผมจะยังฝึกซ้อมและพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ในเมื่อเราชนะเขาไม่ได้ก็เอามาเป็นแรงผลักดันไปเลย สักวันหนึ่งผมจะก้าวข้ามผ่านเขาไปให้ได้"

 

 

 

สู้สู่ความฝันโอลิปิก

 

คำว่าโอลิมปิกของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน สำหรับไวน์แล้วเขามองว่ามหกรรมกีฬาระดับโลกครั้งนี้คือพื้นที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อต่อยอดไปสู่โอลิมปิกครั้งหน้าที่กรุงปารีส

 

"ผมกับโค้ชไม่ได้วางเป้าหมายของโอลิมปิกครั้งนี้ว่าจะต้องทำได้หรือเข้ารอบ 10 คน 16 คน พวกผมมองในระยะยาวซึ่งมันเป็นระยะเวลามากพอที่จะทำให้เราไปสู้กับคนอื่นได้ ที่ต้องบอกแบบนี้ก็เพราะว่าความสำเร็จอาจจะไม่ได้มาเร็วขนาดนั้นมันต้องอาศัยเวลา ซึ่งครึ่งปีที่ผ่านมาผมทำเวลาไว้ดีมากเลยมองว่าระยะเวลาแค่นี้กับการที่เราจะทำให้ต่ำกว่า 2 นาทีมันเร็วไป"

 

แต่ก็ใช่ว่าไวน์จะไม่รู้สึกรู้สากับการที่ได้ตั๋วโอลิมปิก เขายอมรับว่ารู้สึกประหลาดใจเมื่อรู้ว่าผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายที่กรุงโตเกียว

 

"พอผมแตะขอบสระ ผมเห็นโค้ชกระโดดดีใจก็เลยงงทำไมเขาถึงดีใจขนาดนั้น ตอนนั้นรู้แค่ว่าทำลายสถิติประเทศไทย ไม่รู้ว่าจะได้ไปไกลถึงโอลิมปิก พอขึ้นจากสระโค้ชก็เดินมาบอกว่าผมติดโอลิมปิกนะ แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกดีใจอะไรขนาดนั้นเพราะแพลนผมมองไปที่ปารีสมากกว่า สำหรับครั้งนี้ขอแค่ไปเก็บประสบการณ์ให้ได้มากกว่า ซึมซับบรรยกาศ ไปดูในสิ่งที่เรายังไม่เคยเห็นว่าเป็นแบบไหน" ไวน์อธิบายถึงเหตุผลและว่า

 

"ผมจะไปเอาชนะตัวเองให้ได้อีกครั้ง เหมือนกับว่าร่างกายมันยังไม่เต็มที่ซ้อมๆ หยุดๆ มันขาดความต่อเนื่องจะไปว่ายเพื่อทำลายสถิติของตัวเองให้ได้ก็พอแล้ว ส่วนผลงานในการแข่งขันจะเป็นยังไงก็ให้เป็นไปตามที่ได้ซ้อมมาด้วย ยิ่งช่วงนี้ไม่มีแข่งขันในประเทศเลยก็แอบกลัวเหมือนกันว่าจะทำไม่ได้แต่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด"

 

เห็นได้ชัดเจนว่า เป้าหมายของไวน์ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากที่เคยเป็นพระรองเขาได้มองต่อช็อตออกไปเพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งจะต้องก้าวมาเป็นนักกีฬาเบอร์ต้นของอาเซียนให้ได้ ทั้งมองไกลออกไปถึงโอลิมปิกสมัยหน้าที่ประเทศฝรั่งเศสด้วยความที่ไวน์รู้ถึงศักยภาพของเองว่าทำได้แค่ไหน

 

ในเมื่อไวน์ยังไม่หยุดที่จะพัฒนา ความฝันก็จะนำพาไปสู่ความสำเร็จในสักวัน


stadium

author

จิรวัฒน์ จามะรี

ฉันจะพาเธอลอยล่องไปในอวกาศ ในวันที่ฝนตกลงที่หน้าต่างในตอนเช้า

stadium olympic