stadium

5 บทสรุป ปีแห่งความเปลี่ยนแปลงของ "ฟุตบอลไทย"

31 ธันวาคม 2563

6353

5 บทสรุป ปีแห่งความเปลี่ยนแปลงของ "ฟุตบอลไทย"

#แบกเป้ดูบอลไทย By #เก้นนิติพงษ์

 

ว่ากันว่าสิ่งที่มีค่ามากที่สุด ที่แม้แต่เงินทองมากมายก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้นั่นก็คือ “เวลา” เพราะทุกๆ เข็มวินาทีที่เดินไปข้างหน้า แน่นอนว่าย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลง และส่งผลต่อชีวิตของเราเสมอ ฉะนั้นสิ่งที่เราควรโฟกัสมากที่สุด เพื่อไม่ให้เวลาที่ผ่านไปนั้นสูญเปล่าก็คือ “ทำให้ดีที่สุด” ให้สมกับทุกความคาดหวัง และความตั้งใจของเราในแต่ละปี

 

สำหรับปี 2020 แน่นอนว่า นี่คือปีที่ส่งผลกระทบต่อโลกของฟุตบอลมากที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง สิ่งที่เกิดขึ้นหลายๆ อย่างกับวงการฟุตบอลบ้านเราในปีนี้ ล้วนแต่เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่มีใครมีประสบการณ์เคยพบเจอมันมาก่อน และในวันนี้ เราจะพาทุกท่านไปย้อนดูว่า ตลอดขวบปีที่ผ่านมา เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างกับ “ฟุตบอลไทย”

 

"พักเบรค โควิด-19" วิกฤตที่ลุกลามมาถึงฟุตบอลไทย

 

นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเป็นรูปธรรม และส่งผลกระทบต่อวงการฟุตบอลไทยมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะนับตั้งแต่ที่โลกนี้ได้รู้จักกับคำว่า “โควิด-19” ทุกชีวิตบนโลกนี้ล้วนแต่ต้องปรับตัว และเรียนรู้กับการใช้วิถีชีวิตแบบใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

แน่นอนว่า “คราบน้ำตา” ได้นองท่วมทุกผืนหญ้าของทุกๆ สโมสรในบ้านเรา เพราะสิ่งแรกที่ทุกทีม รวมถึงฝั่งฝ่ายจัดการแข่งขันต้องเจอนั่นคือ การประกาศพักเบรคการแข่งขันฟุตบอลอาชีพทุกลีก เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล ที่ให้ทุกคนหลีกเลี่ยงจากกิจกรรมที่อาจมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของ โควิด-19 จาก 1 เดือน ได้ขยับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนสรุปได้ว่า ฟุตบอลไทยทุกระดับต้องหยุดแข่งขันไปนานถึง 6 เดือน

 

ผลกระทบจากการพักเบรคนานถึงครึ่งปี ได้ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเงินของทุกสโมสรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนนำมาซึ่งการประชุมของสโมสรในไทยลีก 1 และ ไทยลีก 2​ ที่ตัดสินใจร่วมมือกันปรับลดเงินเดือนนักเตะไทย และต่างชาติ 50​ %​ ตลอดจนการปรับโครงสร้างลีก​ใหม่​ให้ไปสิ้นสุดราวๆ เดือนมีนาคม 2564 พร้อมกับการตัดโปรแกรมฟุตบอลถ้วยออกไปอีกหนึ่งรายการ จนเราได้เห็นนักเตะ และบุคลากรในแวดวงลูกหนังมากมายที่ต้องวิ่งหาอาชีพเสริม โดยเฉพาะการค้าขาย และอาหาร เพื่อทำให้ทุกชีวิตในครอบครัวยังสามารถยืดหยัดอยู่ได้

 

วิกฤตต่อมาที่สโมสรฟุตบอลอาชีพในบ้านเราต้องกัดฟันยิ้มทั้งน้ำตาก็คือ ประเด็นเรื่องเงินสนับสนุนทีมในฤดูกาล 2020​, ค่าลิขสิทธิ์จากการถ่ายทอดสด การจำกัดแฟนบอลในสนาม และมาตรการด้านความปลอดภัยเรื่องสุขภาพต่างๆ ที่ส่งผลต่อการหารายได้ของทุกทีมไปตามๆ กัน รวมถึงสปอนเซอร์ต่างๆ ที่ถอนยวงออกจากสารบบฟุตบอลไทยกันเป็นว่าเล่นเนื่องจากพิษเศรษฐกิจจาก โควิด-19 จนแทบกระอักเลือดไปตามๆ กัน ทำให้ปี 2020 จึงเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่เชื่อว่าทุกสโมสร และทุกคนในแวดวงลูกหนังไทยคงจะไม่มีใครลืมเป็นแน่

 

บีจี ปทุมฯ ผงาด - "ปราสาทสายฟ้า" พลาดตั๋ว ACL

 

การคัมแบ็กกลับสู่เวทีลีกสูงสุดของ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด คือหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อฟุตบอลไทยลีกอย่างเห้นได้ชัดในแง่ของการพัฒนา และยกระดับให้มาตรฐานไทยลีกนั้นสูงขึ้น เพราะสิ่งแรกที่ทัพ “บีจีพียู” ทำนั่นก็คือ การสร้างทีมชุดนี้ด้วยคอนเซ็ปต์ “ดีที่สุด” ทั้งนักเตะ สต๊าฟโค้ช การบริหาร การตลาด และทีมมีเดีย จนทำให้พวกเขาสามารถไปถึงดวงดาวขึ้นแรกนั่นคือการผงาดคว้าตั๋วลุยศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ชนิดนอนมาแบบไม่มีใครทาบรัศมีได้

 

สารัช อยู่เย็น, วิคเตอร์ คาร์โดโซ่, อันเดรส ตูเญซ คือสามจิ๊กซอว์เกรดเอที่ตบเท้าเข้ามาผนึกกำลังกับ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และสุมัญญา ปุริสาย บวกกับ มิตสึรุ มารุโอกะ มิดฟิลด์เลือดซามูไรที่ผ่านเวทีบุนเดสลีกา กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มาแล้ว ก่อนที่ บีจี ปทุมฯ จะจัดหนักอย่างต่อเนื่องในตลาดซื้อขายเลกที่สองด้วยการคว้าศูนย์หน้าที่ดีที่สุดของทีมชาติไทยตลอดทศวรรษที่ผ่านมาอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา มาล่าตาข่ายเคียงข้างนักเตะต่างชาติที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยลีกอย่าง ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ก่อนจะตบท้ายด้วยว่าที่แนวรุกทีมชาติไทยคนต่อไปอย่าง ปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์

 

ทั้งหมดนี้คือการตอกย้ำว่า บีจี ปทุม ยูไนเต็ด พร้อมแล้วที่จะทำลายยุคความยิ่งใหญ่ของทัพ “ปราสาทสายฟ้า” ที่ผ่านเลกแรกซีซั่นนี้ได้อย่างน่าผิดหวัง หลังต้องพลาดตั๋วไปลุยถ้วยใบใหญ่ที่สุดในทวีปไปอย่างเจ็บช้ำ ทั้งๆ ที่พวกเขาให้กับความสำคัญกับโควต้าตัวต่างชาติมากกว่าใคร (เปลี่ยนทุกๆ ตลาดซื้อขายนักเตะ) แต่ก็ไม่อาจไปถึงเป้าหมายที่ต้องการได้ดั่งใจต้องการ

 

เราคงต้องดูว่าการปรับเปลี่ยนโควต้าต่างชาติ (อีกครั้ง) รวมถึงนักเตะไทยที่มีประสบการณ์ ภายใต้การนำของ อเล็กซานเดร กาม่า และมือขวามันสมองอดีตกุนซือเชียงใหม่ ยูไนเต็ด อย่าง คาร์ลอส เอดูอาร์โด้ เปไรร่า นั้นจะช่วยให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ปิดฉากฤดูกาลนี้ด้วยโทรฟี่แชมป์หรือไม่

 

โอกาสจากวิกฤตแข้งหน้าใหม่ทัพ “ช้างศึก”

 

วิกฤต “โควิด-19” นั้นได้สร้างอุปสรรคต่อการเดินทางของทุกชีวิตบนโลกนี้ ไม่เว้นแม้แต่นักฟุตบอล โดยเฉพาะนักเตะไทยที่ค้าแข้งอยู่ต่างประเทศ อีกทั้งโปรแกรมต่างๆ ล้วนแต่ถูกโยกเลื่อนไปลงเตะในปี 2021 ทั้งสิ้น ทำให้ปี 2020 เป็นอีกหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยความอับเฉาของทีมชาติไทย ที่ไม่สามารถรวมแข้งที่ดีที่สุดอย่างที่ อากิระ นิชิโนะ ต้องการ

 

แต่ภายใต้ความมืดมิด ก็กลับมีแสงสว่างจากเปลวเทียนใหม่ๆ จากนักเตะสายเลือดใหม่มากมายที่ได้รับโอกาสจากกุนซือแดนอาทิตย์อุทัยทั้ง ฉัตรมงคล เรืองฐณโรจน์, เกียรติศักดิ์ เจียมอุดม, ธีระพล เยาะเย้ย , ภานุพงศ์ พลซา, ณัฐวุฒิ สุขสุ่ม,จักพัน ไพรสุวรรณ และเจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น และถูกมองว่าดีพอที่จะก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมชาติไทยชุดใหญ่ได้อย่างไม่เคอะเขิน อีกทั้งมีโอกาสสูงที่จะเป็นอีกหนึ่งแข้งไทยที่ก้าวไปไกลถึงเจลีก

 

เราหวังว่าแข้งเลือดใหม่เหล่านี้ และอีกหลายๆ คนที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ ณ ที่นี้ จะสามารถรักษาผลงานได้อย่างคงเส้นคงวา ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาฝีเท้าอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อที่เราจะได้มีตัวเลือกที่หลากหลายในรั้วทีมชาติ และการแข่งขันกันในทุกตำแหน่ง จะส่งผลดีต่อทัพ “ช้างศึก” เพื่อไปต่อกรกับชาติระดับแถวหน้าของเอเชียได้อย่างสูสียิ่งขึ้นนั่นเอง !!!

 

ฟุตบอลไทยกับ “ฟรีทีวี”

วิกฤตการณ์ทางการเงินจาก “โควิด-19” ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวทางการถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยทุกระดับ ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากเจ้าของลิขสิทธิ์เดิมอย่าง ทรูวิชั่นส์ มาเป็น “เซ้นส์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์” ตั้งแต่ฤดูกาลหน้าเป็นต้นไป ทำให้รอยต่อของซีซั่น 2020 ที่ต้องขยับปฏิทินการแข่งขันเนื่อจากพิษโควิด-19 สุดท้ายเราจึงได้เห็นฟุตบอลไทยกลับมาเฉิดฉายบนหน้าจอ “ฟรีทีวี” เป็นการชั่วคราว

 

ท่ามกลางความกังวลว่ามาตรฐานของ “ฟรีทีวี” บวกกับเงื่อนไขด้านเวลาการถ่ายทอดสดที่บางคู่ต้องฟาดแข้งกันตั้งแต่ห้าโมงเย็น นั้นจะทำลายอรรถรสการชมฟุตบอลของแฟนบอลบ้านเราหรือไม่ สุดท้ายเป็น บริษัท เซ้นส์ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ที่ตัดสินใจออกมาเผยจำนวนเรตติ้งการถ่ายทอดสด การแข่งขันฟุตบอล โตโยต้า ไทยลีก ฤดูกาล 2020 นัดที่ 11 จำนวน 8 คู่ ซึ่งมีการถ่ายทอดสดผ่านทางฟรีทีวีสัปดาห์แรก โดยปรากฏว่ามีผู้ชมเข้ามาติดตามชมการถ่ายทอดสดผ่านทางฟรีทีวี มากกว่า 4,200,000 คน คิดเป็นเรทติ้งเฉลี่ยอยู่ที่ 6.49 เลยทีเดียว

 

นี่คือความสำเร็จที่เราหวังว่าจะช่วยให้แฟนบอลทุกคนยังคงมีความสุขกับการรับชมฟุตบอลไทย และเราเชื่อว่า ฟุตบอลไทย นั้นพร้อมแล้วที่จะทะยานไปข้างหน้าในฐานะลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งของอาเซียน ภายใต้การนำของ “เซ้นส์ เอนเตอร์เทนเมนท์”

 

*หมายเหตุ ช่องฟรีทีวีที่มีการถ่ายทอดสดเกมไทยลีกนั้น ประกอบไปด้วย ช่อง ททบ.5, ช่อง 7 HD, ช่อง 9 MCOT และ ช่อง NBT 2 HD 

ขอบคุณภาพจาก BG Pathum United

 

“บิ๊กดีลเก้าอี้ดนตรี” ทั้งนักเตะ และกุนซือ

 

ปี 2020 คือฤดูกาลที่เต็มไปด้วยการสลับสับเปลี่ยน หมุนเวียน โยกย้ายตัวนักเตะในตลาดซื้อขายกันวุ่นวายมากที่สุดนับตั้งแต่ที่บ้านเรามีลีกฟุตบอลอาชีพเลยก็ว่าได้

 

เริ่มกันที่เจ้าบุญทุ่มอย่าง การท่าเรือ เอฟซี ที่เดินหน้าเสริมแหลกแบบไม่แคร์ใครทั้งการปิดดีล เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส, อดิศักดิ์ ไกรษร และชาริล ชัปปุยส์ มาจาก เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด รวมถึงคู่แฝดโกลเด้นบอยแห่งทีมชาติไทยอย่าง ทิตาวีร์ - ทิตาธร อักษรศรี (โปลิศ เทโร เอฟซี), อดิศร พรหมรักษ์ ปราการหลังทีมชาติไทย จาก เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด รวมถึงการยืมตัว เนลสัน โบนิญ่า มือปืนจากค่ายทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด กระทั่งการเสีย เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส ไปให้กับทัพ “แข้งเทพ” ทำใหั “มาดามแป้ง” ต้องตัดสินใจลงมือคว้า ยานนิค โบลี มาเสริมเกมรุกอีกคนในตลาดซื้อขายนักเตะเลกสอง ซึ่งทุกชื่อที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่เป็น “บิ๊กดีล” ที่อยู่ภายใต้แบรนด์ “สิงห์เจ้าท่า” ทั้งสิ้น

 

ข้ามมาที่ทัพ “ปราสาทสายฟ้า” ที่เรียกได้ว่าลงเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไปทั้งนักเตะ และเฮดโค้ช จากยุคของ “บอสโก้” บันโดวิช กลับมาเป็น อเล็กซานเดร กาม่า ที่หนีบศิษย์รักอย่าง คาร์ลอส เอดูอาร์โด้ เปไรร่า อดีตเฮดโค้ชเชียงใหม่ ยูไนเต็ด มาเป็นมือขวา ก่อนจะลงดาบเปลี่ยนโควต้าต่างชาติในเลกที่สองแบบเน้นๆ ไม่ให้เสียเวลา นำโดย แบรนดอน โอนีล มิดฟิลด์ทีมชาติออสเตรเลียจาก โปฮัง สตีลเลอร์, ดิเกา ปราการหลังกัปตันทีมฟลูมิเนนเซ่, ซามูเอล โรซา และไมคอน มาร์เกวส พ่วงด้วย “ลูกพี่ไดร์” ปิยพล​ ผา​นิ​ช​กุล​ และสตาร์ทีมชาติเมียนมาอย่าง อ่อง ธู

 

แต่ทีมที่สร้างปรากฎการณ์คำว่า “บิ๊กดีล” อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งซีซั่น 2020 คงหนีไม่พ้น บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ที่เรียกได้ว่าให้ความสำคัญกับการดีลแข้งประเภท “ของจริง” ไล่มาตั้งแต่ วิคเตอร์ คาร์โดโซ่ ต่อด้วย สารัช อยู่เย็น, เจนรบ สำเภาดี และมิตสึรุ มารุโอกะ ในตลาดซื้อขายรอบพิเศษ ก่อนที่จะประกาศศักดาความเป็น “บิ๊กทีม” ของจริง ด้วยแข้งของจริงทั้ง ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต (ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม), ธีรศิลป์ แดงดา (ชิมิสุ เอสพัลส์) และปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์ (สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด) เพื่อเป้าหมายการเป็นทีมฟุตบอลที่ดีที่สุดในภูมิภาคนี้ และตอกย้ำคำว่า “บิ๊กดีล” อย่างแท้จริง

 

#เก้น #นิติพงษ์ยวนตระกูล ผู้จัดการสื่อสารการตลาด & มีเดีย หนุ่มเมืองเหนือไฟแรง : ผู้บรรยายฟุตบอล และบรรณาธิการกีฬา ที่คลั่งไคล้มนต์เสน่ห์ลูกหนังอย่างจริงจังโดยเฉพาะฟุตบอลไทย จนตัดสินใจยกหัวใจให้ “เกมลูกหนัง” เป็นตัวนำทางชีวิต


stadium

author

“เก้น” นิติพงษ์ ยวนตระกูล

ผู้บรรยายฟุตบอล และบรรณาธิการกีฬา ที่คลั่งไคล้มนต์เสน่ห์ลูกหนังอย่างจริงจังโดยเฉพาะฟุตบอลไทย จนตัดสิ