stadium

ศุภ งามพึงพิศ : ชายที่ทำให้คนรู้ว่าคาราเต้ไทยไม่เป็นสองรองใครในโลก

10 มิถุนายน 2564

655

คาราเต้ หนึ่งในศิลปะป้องกันตัวที่มีรากฐานมาจากประเทศญี่ปุ่น อาจไม่ใช่กีฬาที่ยอดนิยมในเมืองไทย แต่กีฬาชนิดนี้ก็ได้เข้ามาในบ้านเรามากกว่า 10 ปีแล้ว เหตุผลที่ทำให้กีฬาชนิดนี้ยังไม่บูมมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังขาดฮีโร่หรือนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกเหมือนอย่าง แบดมินตันหรือเทควันโด อย่างไรก็ตามเมื่อปลายปีก่อน ไฟแห่งความหวังของกีฬาชนิดนี้ไดู้กจุดขึ้น ด้วยน้ำมือของ “เบส” ศุภ งามพึงพิศ นักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทย จากการคว้าเหรียญเหรียญทองแดงในรายการเก็บคะแนนระดับโลกที่ดูไบ อาจจะไม่ใช่ความสำเร็จที่ใหญ่โต แต่มันคือก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ของวงการคาราเต้ไทย

 

ว่าแต่ “เบส” ศุภ งามพึงพิศ เขาคือใคร ? แล้วเขาทำอย่างไรถึงได้พาธงชาติไทยไปเผยแพร่ในเวทีคาราเต้โลก ติดตามพร้อมกันได้ที่นี่

 

 

เด็กเลือดร้อน

 

เบส มีพื้นฐานด้านกีฬาต่อสู้จากการเล่นเทควันโดในวัยเด็ก ก่อนจะผันตัวมาเล่นคาราเต้ตอนอายุ 11 ขวบ ตามรอยพี่ชาย ทรงพล งามพึงพิศ ซึ่งเป็นนักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทย ที่เปิดสำนักสอนกีฬาคาราเต้ให้กับเยาวชน ด้วยความมีทักษะด้านกีฬาต่อสู้อยู่แล้ว ทำให้เขาเรียนรู้ได้ไว ได้เจอเพื่อน ยิ่งเล่น ยิ่งซ้อม ก็ยิ่งสนุก หลังจากนั้นไม่นานเขาก็เริ่มตกหลุมรักกีฬาชนิดโดยไม่รู้ตัว

 

แม้ว่าจะเริ่มเล่นกีฬาชนิดนี้ได้ไม่นาน แต่ทันทีที่เขาเห็นชุดขาวที่มีตราธงชาติติดตรงหน้าอกสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กหนุ่มคนนี้ มีความฝันอยากเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยเหมือนกับพี่ชาย แต่ด้วยความเป็นเด็กที่มุ่งมั่นเกินร้อย ทุกครั้งเขามักจะต่อสู้โดยไม่ลืมหูลืมตา ไม่เข้าใจเรื่องของจังหวะให้การออกอาวุธ อาศัยแต่ความแข็งแรงของร่างกายเท่านั้น โดยลืมไปว่าเสน่ห์ของกีฬาคาราเต้คือการคอนโทรลอาวุธ ความแข็งแรง ไม่มุ่งร้าย ต้องไม่ทำให้คู่ต่อสู้บาดเจ็บ 

 

 

 

พลธวัฒน์ วราสุทธิพันธ์ พี่ชาย ครูและโค้ชผู้สอนชีวิต

 

แม้ว่าจะอายุห่างกันถึง 8 ปี แต่ เบส เป็นคนนึงที่สนิทกับพี่ชายมาก เหตุผลที่เขาเลือกเล่นกีฬาคาราเต้ หรือแม้กระทั่งเทควันโด เป็นเพราะพี่ชายที่เล่นเป็นต้นแบบและคอยสนับสนุนเขามาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มต้นจนติดทีมชาติ เปรียบเสมือนครูผู้สอนทั้งเรื่องในและนอกสนาม การใช้ชีวิต จน เบส ยกให้พี่ชายของเขาเป็นไอดอล

 

มีอยู่วันหนึ่ง เบส อายุยังไม่ถึงเกณฑ์เป็นนักกีฬาเยาวชนทีมชาติ พลธวัฒน์ พี่ชายก็เป็นคนพาเขาไปซ้อมด้วยกันกับทีมชาติชุดใหญ่ เพื่อให้เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทำให้เขามีพัฒนาการที่ก้าวกระโดด หลังจากนั้นเป็นต้นมา แมตช์แข่งในประเทศ เบส ไม่แพ้ให้กับใครอีกเลยจนก้าวขึ้นมาติดเยาวชนทีมชาติและทีมชาติไทยตามลำดับ

 

 

 

เป้าหมายชัดเจน

 

เบส เป็นเด็กที่มีความแน่วแน่และจริงจังกับกีฬาคาราเต้อย่างมาก ตั้งเป้าจะไต่เต้าไปให้ไกลถึงระดับโลกตั้งแต่อายุ 17 บันไดขั้นแรกที่จะต้องไต่ไปให้ได้ก็คือการเป็นตัวแทนทีมชาติ ในรุ่น 67 กิโลกรัมเท่านั้น เพราะมั่นใจว่ารุ่นน้ำหนักนี้เขาสามารถเอาชนะคู่แข่งต่างชาติได้ เพียงแต่การข้ามจากรุ่นเยาวชนขึ้นมาในรุ่นทั่วไปมันไม่ง่ายอย่างที่คิด ในรุ่นประชาชนคุณจะใช้แต่กำลังอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเรียนรู้จังหวะและใช้สมองในการต่อสู้

 

หลังจากแพ้ให้กับรุ่นพี่ที่เป็นเบอร์ 1 ในทีมชาติอยู่หลายปี เบส เริ่มใส่ใจกับจังหวะในเกมมากขึ้น ผลสุดท้ายไม่ใช่แค่เป็นตัวแทนทีมชาติ แต่เขายังสามารถล้ม Jintar Simanjuntak เจ้าของแชมป์ซีเกมส์จากอินโดนีเซียได้ในปี 2017 ก่อนจะครองความป็นเบอร์ 1 ในอาเซียนจนถึงปัจจุบัน

 

 

 

เคล็ดลับวิชาฝึกตน

 

ช่วงที่ออกไปเก็บตัวและแข่งต่างประเทศใหม่ ๆ ทุกครั้งที่จับคู่ซ้อม เบส มักจะแพ้ตกรอบแรกเป็นประจำ เกิดเป็นความเครียด ความกังวลจนขาดความมั่นใจในตัวเอง ในระหว่างแข่งเอเชียนเกมส์ ปี 2014 เขาจึงตัดสินใจไปพบ อ.พิชิต เมืองนาโพธิ์ นักจิตวิทยาการกีฬา เพื่อรับการฝึกด้านจิตใจ 

 

“หลังจากได้ฝึกเรื่องจิตวิทยา ผมรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ทุกอย่างดีขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งทักษะ เทคนิค ผมเริ่มมองเห็นว่าจังหวะในการเล่นคืออะไร หลังจบเอเชียนเกมส์ ผมมีไปแข่งชิงแชมป์โลกประจำสำนัก ผมได้เหรียญทองแดงกลับมา ปี 2015 ก็พาทีมได้เหรียญทองแดงชิงแชมป์เอเชียเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ การฝึกฝนเรื่องจิตวิทยาช่วยผมได้มากจริงๆ ”

 

นอกจากการฝึกฝนทางด้านจิตใจแล้ว ในปี 2016 เบส เริ่มบันทึกการฝึกซ้อมของตัวเองในแต่ละวันลงสมุดโน๊ตที่ชื่อว่า “เกมแพลน” ในสมุดเล่มนี้จะบันทึกรายละเอียดการฝึกซ้อมและการแข่งขันในแต่ละแมตช์ ถึงจุดอ่อนและจุดแข็ง แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อหาปรับปรุงแก้ไข 

 

“เกมแพลนคือการวิเคราะห์ตัวเอง ชนะเพราะอะไร แพ้เพราะอะไร ผมจะบันทึกวีดีโอไว้ตลอด เพื่อนำมาวิเคราะห์และจดลงสมุด และมีส่วนสำคัญที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จทั้งในซีเกมส์และนานาชาติ”

 

“ตอนเด็ก ๆ ผมเป็นคนสุดโต่ง มั่นใจในความเร็ว มีแต่ความเร็วความแรง อยากเข้าไปทำคะแนนเขา ผมก็จะซ้อมแต่แบบนี้ เพราะคิดว่าอันนั้นมันดีที่สุด แต่พอรู้ว่ามีทางอื่นที่ช่วยพัฒนาดีกว่าผมก็พร้อมจะเรียนรู้”

 

 

 

เหรียญรางวัลแห่งความหวัง

 

ในศึกคาราเต้ วันพรีเมียร์ลีก ที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อต้นปี 2020 รายการเก็บสะสมคะแนนไปโอลิมปิก เบส สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการคว้าเหรียญทองแดงพร้อมเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่เป็นนักกีฬาไทยคนแรกที่คว้าเหรียญรางวัลในรุ่นโอเพ่น บนเวทีระดับโลก และยังเป็นเหรียญแรกในประวัติศาสตร์ของสมาคมกีฬาคาราเต้แห่งประเทศไทยอีกด้วย

 

เหรียญทองแดงเหรียญนี้มีความหมายมาก ๆ อาจดูเหมือนเหรียญธรรมดาเหรียญหนึ่ง หากแต่มองให้ลึกลงไป เหรียญนี้คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่กับนักกีฬา แต่สำคัญกับทั้งวงการคาราเต้ไทย ที่บ่งบอกว่านักกีฬาไทยนั้นขยับเข้าใกล้ระดับโลกไปอีกก้าว

 

“รู้สึกดีใจมากที่คว้าเหรียญในเวทีแข่งขันระดับโลกได้ เหรียญทองแดงนี้เป็นเพียงเหรียญหนึ่งในการแข่งขัน แต่เป็นเหมือนแสงที่เรากำลังตามหาอยู่ มันเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น ภูมิใจที่ทำให้โลกได้รู้ว่าคาราเต้ไทยก็ทำได้” ศุภ งามพึงพิศ เขากล่าวอย่างภาคภูมิใจ

 

“ผมทุ่มเททุกอย่างให้กับคาราเต้ เพราะว่าผมรักกีฬาชนิดนี้ก่อนที่จะเข้าใจมันจริง ๆ ด้วยซ้ำ รู้ตัวอีกทีผมก็รักมันไปแล้ว ไม่มีความสำเร็จใดได้มาง่าย ๆ ต้องตั้งใจทำอย่างเต็มที่ ต่อให้ไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จเป็นตัวอย่างให้เราทำตาม แต่ผมจะพยายามบุกเบิกความสำเร็จนั้นขึ้นมาให้ได้ เราจะชนะเพื่อสร้างความสำเร็จ”

 

“16 ปี ที่วาดฝันไว้ตอนนี้ยังไปไม่ถึงไหน ผมอยากเป็นแชมป์เอเชีย ตอน 26 อายุ 28-30 อยากเป็นแชมป์โลก แต่ว่าวันนนี้ผมดีใจที่พัฒนาตัวเอง ได้ทำให้ทำต่างชาติเห็นว่าคาราเต้ไทยก็มีดีเหมือนกัน ไม่ได้กระจอก วันนี้ผมภูมิใจที่ได้ปูทางให้รุ่นน้อง ถ้าเราทำได้ดีรุ่นน้องก็พัฒนาต่อได้ จากที่อยากพัฒนาตัวเองเพื่อที่เป็นแชมป์ ตอนนี้ผมอยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไห้มากที่สุด เพื่อถ่ายทอดพัฒนารุ่นน้อง ไม่อยากให้รุ่นน้องนับหนึ่งใหม่ อยากให้เอาความสำเร็จของผมไปนับต่อ”

 

 


stadium

author

ปวีน เทพพวงทอง

StadiumTH Content Creator / เชียร์หงส์แดง รักการเดินป่า เสพติดหมูกระทะ

โตโยต้า โอลิมปิก toyota olympic