stadium

รอย โจนส์ จูเนียร์ กับเหรียญทองที่ถูกปล้นในโอลิมปิก ปี 1988

24 พฤศจิกายน 2563

249

นักมวยระดับโลกที่ประสบความสำเร็จหลาย ๆ คน มักจะทำได้ดีและฉายแววมาตั้งแต่เป็นนักมวยสมัครเล่น บางคนเคยได้เหรียญทองโอลิมปิก อย่าง มูฮัมหมัด อาลี, จอร์จ โฟร์แมน หรือเข้าไปถึงรอบลึก ๆ อย่าง อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ และฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์

 

รอย โจนส์ จูเนียร์ ก็คือหนึ่งในนั้น โดยแชมป์โลก 4 รุ่นชาวอเมริกันและนักชกที่เคยดีที่สุดในโลกเมื่อเทียบแบบปอนด์ต่อปอนด์ จัดว่าเป็นแถวหน้าสมัยที่เป็นนักมวยสมัครเล่น และเป็นตัวเต็งที่จะคว้าเหรียญทอง โอลิมปิก เกมส์ ปี 1988 หลังจากโชว์ฟอร์มเหนือชั้นกว่าคู่ต่อสู้ในทุกรอบที่ขึ้นสังเวียน

 

อย่างไรก็ตาม ในรอบชิงฯ แม้จะทำได้เหนือกว่า พาร์ค ซี-ฮุน นักชกเจ้าภาพมากขนาดไหน แต่ผลกลับออกมาว่าเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ 2-3 เสียง แบบช็อกโลก เหตุการณ์ตอนนั้นเป็นอย่างไร และมีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น ติดตามได้ที่นี่

 

 

ก่อนจะถึงไฟต์อัปยศ

รอย โจนส์ จูเนียร์ ขึ้นสังเวียนโอลิมปิกที่กรุงโซล ในรุ่นไลต์ มิดเดิลเวต และทะลุเข้าถึงรอบชิงเหรียญทองแบบไม่ยากเย็นนัก โดยกำปั้นวัย 19 ปีในขณะนั้น ใช้เวลาเพียง 2 นาทีในการเอาชนะคู่แข่งคนแรก จากนั้น โจนส์ ก็ชนะคะแนนแบบเอกฉันท์ใน 2 รอบต่อมา ทะลุเข้าสู่รอบรองฯ ไปเจอของแข็งอย่าง ริชชี่ วู้ดฮอลล์ จากอังกฤษ แต่สุดท้าย โจนส์ ก็ยังเป็นฝ่ายชนะคะแนนไปอย่างเอกฉันท์

 

อีกฟากหนึ่ง พาร์ค ซี-ฮุน นักชกเจ้าถิ่นก็เข้าสู่รอบชิงฯ ได้เช่นกัน หลังจากได้บายในรอบแรก เจ้าตัวก็เอาชนะคู่แข่งแบบไม่ครบยกในรอบที่ 2 ก่อนจะชนะคะแนนในอีก 3 รอบต่อมา โดยเป็นชนะแบบเอกฉันท์ในรอบที่ 3 และรอบรองชนะเลิศ ส่วนรอบที่ 4 เฉือนชนะ วินเซนโซ่ นาร์ดิเอลโล่ จาก อิตาลี 3-2 เสียง (หลายคนมองว่านาร์ดิเอลโล่น่าเป็นฝ่ายชนะมากกว่า ซึ่งเจ้าตัวไม่พอใจกับผลการตัดสินถึงขั้นต้องถูกเจ้าหน้าที่ลากลงจากเวที)

 

 

ไฟต์ชิงทองสุดอื้อฉาว

เมื่อถึงเวลาที่ระฆังในรอบชิงฯ ดังขึ้นอย่างเป็นทางการ โจนส์ ที่เหนือกว่ามากเป็นฝ่ายไล่ต้อนอยู่ข้างเดียว เขาออกหมัดเข้าเป้าถึง 86 ครั้ง ขณะที่ พาร์ค ซี ฮุน ชกเข้าเป้าเพียง 32 ครั้ง นอกจากนั้นนักชกเลือดโสมยังโดนนับ 8 อีก 2 ครั้ง รวมทั้งถูกกรรมการเตือนอีก 2 หน

 

แม้แต่เครื่องบันทึกการชกของ NBC ยังแสดงให้เห็นว่ากำปั้นอเมริกันทำได้ดีกว่าแบบคนละชั้น โดยมีคะแนนแต่ละยกอยู่ที่ 20-3, 30-15, และ 36-14 อย่างไรก็ตามเสียงส่วนใหญ่ของกรรมการผู้ให้คะแนนกลับไม่คิดแบบนั้น และตัดสินให้ พาร์ค ซี ฮุน คว้าเหรียญทองด้วยคะแนน 3-2 เสียง

 

เมื่อมีการประกาศผลบนเวที พาร์ค ซี ฮุน ที่คว้าเหรียญทองกลับมีท่าทีอับอาย ส่วน โจนส์ อยู่ในอาการประหลาดใจซึ่งค้างไปจนถึงพิธีมอบเหรียญรางวัล โดยเจ้าตัวเปิดเผยในภายหลังว่า หลังจากที่เขาได้รับการคล้องเหรียญเงิน เขาก็ถอดมันออกทันทีและไม่สวมมันอีกต่อไป

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

 

 

กรรมตามทัน

แน่นอนเมื่อผลมันค้านสายตาซะขนาดนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีการสืบสวน สุดท้ายก็กลายเป็นการเปิดโปงการทุจริตในการแข่งขันโอลิมปิกครั้งสำคัญ กรรมการที่ให้คะแนน พาร์ค ซี ฮุน ชนะ ถูกลงโทษแบน 6 เดือนระหว่างการสืบสวน แต่ก็พ้นผิดด้วยน้ำมือของ สมาคมมวยสากลสมัครเล่นนานาชาติ (ไอบา)

 

อย่างไรก็ตาม จู่ ๆ หลักฐานชิ้นสำคัญก็หลุดออกมาสู่สาธารณะในอีกหลายปีต่อมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่สมาคมมวยของเกาหลีใต้ ได้ติดสินบนผู้ตัดสินด้วยวิธีการบางอย่างที่ขยายไปถึงระดับผู้บริหารของไอบาอีกด้วย แม้แต่เลโอนี่กรรมการผู้ห้ามบนเวทียังออกมาสนับสนุนข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมกับเปิดเผยว่า เพื่อนร่วมงานชาวอาร์เจนไตน์ของเขาก็ได้รับข้อเสนอนี้จากเจ้าหน้าที่ของเกาหลีใต้เช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหลักฐานว่ากรรมการทั้ง 3 ราย ได้ร่วมรับประทานอาหารกับเจ้าหน้าที่ของเกาหลีใต้ แต่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) ก็ยังยึดมั่นตามผลการสอบสวนในปี 1997 ที่ระบุว่า "ไม่มีหลักฐานที่แสดงถึงการทุจริตในการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นที่กรุงโซล" ซึ่งด้วยเหตุนี้ ทำให้ รอย โจนส์ จูเนียร์ ไม่ได้รับเหรียญทองที่เขาควรจะได้จาก โอลิมปิก เกมส์ ปี 1988

 

 

เหรียญสองด้าน

รอย โจนส์ จูเนียร์ ยอมรับว่าความผิดหวังในครั้งนั้น เกือบทำให้เขาตัดสินใจแขวนนวม ก่อนที่จะกลับไปยังเพนซาโคล่าบ้านเกิด และได้เจอกับเด็ก ๆ ในค่ายมวยของเขา ซึ่งทำให้เขาคิดได้ว่าตัวเองไม่ควรจะยอมแพ้ เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับนักมวยรุ่นต่อ ๆ ไป พร้อมกับบอกตัวเองว่าแม้จะไม่สามารถเป็นนักชกที่ดีที่สุดในโอลิมปิก แต่จะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขาคือนักมวยที่เก่งที่สุดในโลก

 

รอย โจนส์ จูเนียร์ ใช้แรงผลักดันและความคับแค้นใจจากเรื่องนั้นมาระบายออกในเวทีอาชีพ เขากลายเป็นนักชกคนแรกในรอบ 106 ปีที่คว้าแชมป์โลกได้ตั้งแต่รุ่นมิดเดิลเวตไปถึงรุ่นรุ่นเฮฟวี่เวต หลายแห่งยกให้เขาเป็นนักมวยที่ดีที่สุดตลอดกาลเมื่อเทียบปอนด์ต่อปอนด์ พร้อมกับสถิติชกชนะ 66 ไฟต์ ชนะน็อก 47 ไฟต์ แพ้ 9 ไฟต์ ก่อนจะหวนคืนสังเวียนในวัย 51 ปี เพื่อขึ้นชกกับ ไมค์ ไทสัน

 

ขณะที่ พาร์ค ซี ฮุน แทนที่เหรียญทองโอลิมปิกจะทำให้เขาภาคภูมิใจ แต่กลับกลายเป็นทุกขลาภ เพราะเรื่องราวเบื้องหลังที่เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องทำให้เขารู้สึกเสียใจไปตลอดชีวิต เขาตัดสินใจแขวนนวมไม่เทิร์นโปรเพราะสไตล์การชกของตัวเองไม่เหมาะกับสังเวียนอาชีพ รวมทั้งมีความคิดที่จะย้ายไปอยู่ต่างประเทศ เพราะไม่สามารถทนรับความอัปยศและเสียงวิจารณ์จากคนรอบข้างได้ แต่ด้วยการมีลูกทำให้ตัดสินใจอยู่ในเกาหลีใต้ต่อไป

 

พาร์ค ซี ฮุน ว่างเว้นจากวงการหันไปเป็นครูพละในโรงเรียนแห่งหนึ่ง แต่ด้วยประสบการณ์ของเขาทำให้ถูกดึงตัวไปเป็นสตาฟฟ์โค้ชทีมชาติจนถึงปี 2016 ส่วนปัจจุบันรับหน้าที่โค้ชให้ทีมเล็ก ๆ ในเมืองโซกวีโปบนเกาะเชจู ซึ่งเจ้าตัวให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า ชัยชนะที่ได้มาในครั้งนั้น ไม่เคยทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจ และชีวิตเขาคงจะเป็นปกติสุขกว่านี้หากได้เพียงเหรียญเงิน อย่างไรก็ตามชีวิตหลังจากนี้เขาหวังว่าจะสามารถสร้างนักมวยที่ก้าวขึ้นไปคว้าเหรียญทองโอลิมปิก เพื่อลบล้างภาพจำที่เลวร้ายในอดีตให้ได้

 

อย่างไรก็ตาม ข้อดีของเรื่องนี้คือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหันมาสนใจการให้คะแนนในกีฬามวยสมัครเล่นอย่างจริงจัง ก่อนที่จะมีการคิดค้นระบบนับคะแนนในกีฬามวยขึ้นมาใหม่ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย แต่ก็ยังมีไฟต์ค้านสายตาเกิดขึ้นให้เราเห็นอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นไฟต์ แก้ว พงษ์ประยูร - โจว ซื่อหมิง ในรอบชิงฯ ลอนดอน เกมส์ 2012 หรือ ไฟต์ ไมเคิล คอนแลน - วลาดิเมียร์ นิกิติน ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ริโอ 2016 ซึ่งไฟต์หลังนั้นเรียกได้ว่าทำให้ไอบาถูกล้างบาง และต้องปฏิวัติวงการมวยสากลสมัครเล่นครั้งใหญ่เลยทีเดียว


stadium

author

ไทเกอร์ วืด

StadiumTH Content Creator