stadium

ดีเอโก้ มาราโดน่า : บุตรแห่งพระเจ้าที่ชีวิตมีแค่ขาวกับดำ

30 ตุลาคม 2563

65

ในวงสนทนา เมื่อมีหัวข้อที่ว่าด้วย "นักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล" แน่นอนว่าชื่อของ ดีเอโก้ มาราโดน่า, ลิโอเนล เมสซี่, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ เปเล่ ย่อมถูกยกมาถกเถียงกันว่าใครคือเบอร์หนึ่ง

 

เรื่องนี้ไม่สามารถหาข้อสรุปได้อย่างสมบูรณ์ เพราะแต่ละคนมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ทั้งต่างกรรม ต่างวาระ ต่างช่วงเวลา หรือแม้แต่ โรนัลโด้ กับ เมสซี่ ที่เกิดในยุคเดียวกัน ก็ยังยากที่จะยกให้ใครเหนือกว่า เพราะประสบความสำเร็จใกล้เคียงกัน ในองค์ประกอบที่ต่างกัน

 

แต่ถ้าถามว่า 4 คนนี้ ใครมีคาแร็คเตอร์จัดจ้าน และชีวิตมีสีสันมากที่สุด คำตอบเดียวก็คือ มาราโดน่า

 

ตำนานชาวอาร์เจนไตน์ไม่เคยใช้ชีวิตครึ่ง ๆ กลาง ๆ เขาไปสุดซอยเสมอไม่ว่าด้านดีหรือร้าย  

 

แล้วชีวิตที่ไม่มีสีเทาของเขาเป็นอย่างไร ติดตามได้ที่นี่

 

 

ต้นทางที่ยากลำบาก

มาราโดน่า เกิดที่ วิลล่า ฟิออริโต้ จังหวัดหนึ่งของกรุงบูเอโนส ไอเรส โดยเป็นลูกคนที่ 5 จากทั้งหมด 8 คนของ ดอน ดีเอโก้ และ ดัลม่า ซัลวาดอร่า ฟรังโก้ ครอบครัวของเขาจัดเป็นหนึ่งในครอบครัวที่ยากจนที่สุดในเมือง ด้วยความที่มีสมาชิกจำนวนมาก ส่งผลให้ ดอน ดิเอโก้ ผู้เป็นพ่อ ต้องทำงานหนักหลายอย่างเพื่อหาเลี้ยง ลูกชาย 3 คน, ลูกสาวอีก 5 คน และภรรยาที่เป็นแม่บ้านเต็มตัว

 

มาราโดน่าเล่าว่า ตอนเด็ก แม่ของเขามักจะบอกว่าตัวเองปวดท้องอยู่เสมอเมื่อถึงเวลารับประทานอาหาร ซึ่งความจริงแล้วเธอปกติดี แต่เลือกจะนำมาเป็นข้ออ้างไม่ทานข้าว เพื่อให้ลูก ๆ ได้อิ่มท้อง

 

แต่ความยากจนก็ไม่สามารถขัดขวางความสำเร็จของได้ เมื่อหนูน้อยดีเอโก้ได้ลูกฟุตบอลเป็นของขวัญวันเกิดอายุครบ 3 ขวบจากญาติ เขาก็ตกหลุมรักมันทันที และพามันติดตัวไปด้วยจนเหมือนเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย วันหนึ่งในวัย 8 ขวบมาราโดน่าลงเล่นให้กับสโมสรละแวกบ้าน และทำงานเข้าตาแมวมองของ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ ทำให้ถูกดึงไปร่วมทีม ลอส เซโบลลิตาส ทีมระดับเยาวชนของสโมสร ซึ่งเจ้าตัวช่วยให้ทีมคว้าชัยต่อเนื่องยาวนานเกิน 100 นัด  

 

การเลี้ยงบอลที่ยอดเยี่ยม, การจ่ายบอลที่เฉียบขาด และเซนส์บอลที่เกินบรรยายทำให้มาราโดน่าไต่อันดับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะได้ลงเล่นทีมชุดใหญ่ของ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ ตั้งแต่อายุ 15 ปี และกลายเป็นแสงแห่งความหวังของชาวอาร์เจนไตน์ในเวลาต่อมา แฟนบอลเชียร์ให้เขาติดชาติทีมไปลุยฟุตบอลโลกปี 1978 แต่ เซซาร์ หลุยส์ เมน็อตติ กุนซือทีมฟ้าขาว กลัวว่าเจ้าตัวจะแบกรับความกดดันมากเกินไป จึงตัดชื่อออกจากทีม ขณะที่อาร์เจนติน่า คว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ

 

 

ความสำเร็จระดับสโมสร, ฟุตบอลโลกหนแรก และการเข้าสู่ด้านมืดที่บาร์เซโลน่า

หลังจากอยู่กับ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ ได้ 5 ปี ทำไป 116 ประตู จากการลงเล่น 166 นัด มาราโดน่า ก็ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม โบคา จูเนียร์ สโมสรขวัญใจในวัยเด็ก ซึ่งแม้จะอยู่กับทีมเพียงแค่ฤดูกาลเดียว แต่มาราโดน่าก็ยังช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ

 

หลังจบฤดูกาลนั้น มาราโดน่า ติดทัพฟ้า-ขาว ไปลุยฟุตบอลโลกหนแรกในชีวิต แม้จะไม่ใช่ความทรงจำที่ดีนัก ด้วยปัญหาความขัดแย้งภายในทีมและการโดนหมายหัวจากคู่แข่งจนถูกทำฟาวล์ในทุกโอกาส ส่งผลให้มาราโดน่าไม่สามารถฉายแสงได้อย่างเต็มที่ อาร์เจนติน่าไปได้ไกลที่สุดแค่รอบแบ่งกลุ่มรอบ 2 หลังจากแพ้ทั้งบราซิลและอิตาลี

 

ความล้มเหลวในฟุตบอลโลกไม่ได้ฉุดรั้งมาราโดน่าจากการข้ามฝั่งมาเล่นในยุโรป เขาย้ายไปร่วมทีมบาร์เซโลน่าด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลก (7.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) แต่ 2 ปีที่สเปนไม่ใช่เรื่องราวที่สวยงามในอาชีพนัก นอกจากรายงานข่าวเรื่องที่เขาเริ่มใช้โคเคนแล้ว มาราโดน่ายังเจอกับอาการป่วยหรืออาการบาดเจ็บเล่นงานจนได้ลงสนามเพียงครึ่งเดียว ที่แย่ที่สุดคืออาการข้อเท้าหักจากการเข้าสกัดที่รุนแรงของ อันโดนี่ กอยโคเชีย กองหลัง แอธเลติก บิลเบา ในช่วงต้นฤดูกาล 1983-84 ซึ่งปลายฤดูกาลนั้นทั้งคู่ได้เจอกันอีกครั้งในรอบชิงฯ  

 

กอยโคเชียยังเข้าสกัดด้วยความประสงค์ร้ายเหมือนเดิม ขณะที่มาราโดน่าพยายามหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด แต่เมื่อโดนบ่อยครั้งเข้าบวกกับถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติจากแฟนบอล รวมทั้งการโดนเยาะเย้ยหลังเป็นฝ่ายแพ้ มาราโดน่า ก็ฟิวส์ขาดก่อเหตุวิวาทกับนักเตะบิลเบาทุกคนที่ขวางหน้า และกลายเป็นเหตุชุลมุนวุ่นวายต่อหน้าพระพักตร์ของกษัตริย์ ฮวน คาร์ลอส แห่งสเปน รวมทั้งแฟนบอลนับแสน

 

การโดนแบน 5 เดือนจากเหตุดังกล่าว ทำให้มาราโดน่าหมดอนาคตทันที ฝ่ายบริหารของสโมสรไม่ต้องการเก็บเขาเอาไว้กับทีมต่อไป ขณะเดียวกันด้วยฐานะการเงินที่ย่ำแย่ บวกปัญหาการปรับตัวกับชีวิตในกาตาลุนย่าซึ่งเขารู้สึกเหมือนเป็นคนนอก ส่งผลให้มาราโดน่าตัดสินใจย้ายทีม  

 

 

ชุบชีวิตที่นาโปลี, ฟุตบอลโลกปี 1986, "หัตถ์พระเจ้า" และลูกยิงแห่งศตวรรษ  

มาราโดน่าย้ายไปนาโปลีด้วยค่าตัวสถิติโลกอีกครั้งที่จำนวน 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และตอบแทนความไว้เนื้อเชื่อใจของสโมสรและแฟนบอลตั้งแต่ฤดูกาลแรก ด้วยการยิงไปถึง 14 ประตู ก่อนช่วยให้ทีมจบอันดับ 3 ในฤดูกาลต่อมา คว้าตั๋วไปลุย ยูฟ่า คัพ ได้สำเร็จ ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับเขาก่อนลุยฟุตบอลโลกที่ เม็กซิโก

 

ที่เม็กซิโก มาราโดน่าถูกยกให้เป็นนักเตะที่ดีที่สุดในโลกอย่างเป็นเอกฉันท์ ไม่มีอะไรมาหยุดเขาได้ แม้จะเป็นการทำฟาวล์หรือการเข้าสกัดที่รุนแรง ในวัย 26 ปีเขารวดเร็วและแข็งแกร่งกว่าที่ใครจะตามทัน ขณะที่ผู้ตัดสินก็ปกป้องผู้เล่นมากกว่าเดิม ส่งผลให้มาราโดน่าเอาชนะได้ทุกคนและทุกทีม

 

เกมกับทีมชาติอังกฤษในรอบก่อนรองชนะเลิศ คือหนึ่งในสิ่งที่ทุกคนนึกถึงเมื่อได้ยินชื่อของมาราโดน่า และเป็นเกมที่เขาถูกยกให้เป็นตำนาน เพราะแค่ 4 นาทีแรก เขาก็ทำให้ทีมขึ้นนำจากประตู "หัตถ์พระเจ้า" ที่เขาใช้มือช่วยทำประตู แต่สิ่งที่กลายเป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์คือประตูต่อมา เมื่อมาราโดน่าได้บอลบริเวณกลางสนามในแดนของตัวเองและเลี้ยงผ่านนักเตะอังกฤษ 5 ราย รวมถึง ปีเตอร์ ชิลตัน ผู้รักษาประตู ก่อนจะยิงเข้าไปโดยใช้การสัมผัสบอลทั้งหมด 11 ครั้ง ในระยะ 60 เมตร และได้รับเลือกให้เป็นประตูแห่งศตวรรษ

 

ในรอบรองฯ มาราโดน่ายังไม่หยุดความร้อนแรง เขายิง 2 ประตูให้ทีมเอาชนะเบลเยียม พาอาร์เจนติน่าเข้ารอบชิงไปพบกับ เยอรมันตะวันตก ซึ่งแม้คู่แข่งจะรับมือด้วยการใช้ผู้เล่น 2 คนรุมเข้าประกบ แต่มาราโดน่าก็ยังมีบทบาทสำคัญด้วยการแอสซิสต์ให้ ฮอร์เก้ บูร์รูชากา ทำประตูชัยเอาชนะไป 3-2 คว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ นอกจากนั้น มาราโดน่ายังได้รับเลือกให้เป็นนักเตะที่ดีที่สุดในทัวร์นาเมนต์อีกด้วย

 

เมื่อได้แชมป์โลก มาราโดน่าก็กลับมาพานาโปลีคว้าแชมป์ลีกสมัยแรกของสโมสรได้ทันที รวมทั้งแชมป์โคปปา อิตาเลีย สมัยที่ 3 ของทีม และหลังจากได้รองแชมป์ใน 2 ฤดูกาลต่อมา เขาก็พาทีมคว้าแชมป์ลีกได้อีกครั้งในปี 1990

 

 

ร่วงหล่น

ถึงแม้จะประสบความสำเร็จมากมายในสนาม แต่การใช้ชีวิตส่วนตัวของเขากลับสวนทางไปเรื่อย ๆ ยิ่งเขาโด่งดังมากเท่าไหร่ แฟนบอลยิ่งอยากรุกล้ำความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเท่านั้น มาราโดน่าเริ่มมองหาที่หลบภัยและดูเหมือนว่าเขาจะไปมีความสัมพันธ์กับแก๊งมาเฟียรายใหญ่ของอิตาลี

 

ส่วนเรื่องการใช้โคเคนก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลง มาราโดน่าสภาพร่างกายเสื่อมถอยลงอย่างชัดเจน แม้เขาจะยังพาทีมเข้าถึงรอบชิงฯ ฟุตบอลโลก ปี 1990 ที่อิตาลีได้สำเร็จ แต่ก็ต้องถูกเยอรมันตะวันตกถอนแค้นคืนจากจุดโทษของ อันดรียส เบรห์เม่ในนาที 85

 

หลังจบฟุตบอลโลกครั้งนั้น ชีวิตของมาราโดน่าก็เหมือนเข้าสู่ช่วงมรสุม สื่อเริ่มเขียนถึงเรื่องชู้รักและลูกนอกสมรสของเขาที่เกิดตั้งแต่ปี 1986 แต่ไม่มีการเปิดเผยออกสื่อ นอกจากนั้นมาราโดน่ายังไม่ผ่านการตรวจสารเสพติดในร่างกายอีกด้วย สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจย้ายออกจากนาโปลีในปี 1991 พร้อมกับโทษแบน 15 เดือน จากการดื่มสุราและการใช้สารเสพติด

 

หลังพ้นโทษแบน ชีวิตนักฟุตบอลของมาราโดน่าก็ไม่ได้กลับชึ้นสู่จุดสูงสุดอีกต่อไป เขาย้ายไปเล่นกับ เซบีย่า ได้ลงสนามเพียง 29 เกม แล้วตัดสินใจย้ายกลับอาร์เจนติน่าไปเล่นกับ นีเวลส์ โอลด์ บอย แต่ก็เล่นได้เพียง 5 เกมเท่านั้น ซึ่งในฟุตบอลโลกปี 1994 มาราโดน่ากลับไปติดทีมชาติอีกครั้ง และได้ลงเล่นไป 2 เกมก่อนที่จะถูกส่งตัวกลับเนื่องจากไม่ผ่านการตรวจสารกระตุ้น กลายเป็นภาพสุดท้ายของเขากับทีมชาติ หลังจากนั้น มาราโดนก็ย้ายกลับไปเล่นกับ โบคา จูเนียร์ส เป็นสโมสรสุดท้ายในอาชีพ และแขวนสตั๊ดในปี 1997

 

เส้นทางชีวิตหลังจากนั้น มาราโดน่าหันไปจับงานคุมทีม แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แม้จะได้คุมทีมชาติอาร์เจนติน่าช่วงปี 2008-2010 ก็ตาม โดยในปัจจุบันเจ้าตัวรับหน้าที่กุมบังเหียนทีม คิมนาเซีย เด ลา พลาต้า ในบ้านเกิด

 

"ชีวิตผมมีแค่ดำหรือขาว ไม่เคยเทาแม้แต่ครั้งเดียว"

 

มาราโดน่าใช้ชีวิตเหมือนดั่งประโยคที่เขาพูดไว้จริง ๆ


stadium

author

ไทเกอร์ วืด

StadiumTH Content Creator