stadium

“ปิดทองหลังพระ” บทบาททรงคุณค่าที่หาคนเต็มใจทำได้ยาก

5 กันยายน 2563

449

“นี่คือการ์ตูนบาสเกตบอลที่บ้ามากๆ มันเว่อร์เกินจริงไปเยอะเลย ทั้งความสามารถของตัวละคร รวมถึงทริกที่ใช้อธิบายท่าทางต่างๆซึ่งเกิดขึ้นในฉากของการ์ตูนเรื่องนี้” หากจะกล่าวถึงการ์ตูนที่มีตัวเอกคือหนุ่มผมฟ้า และสามารถหายตัวไปจากสายตาของคู่แข่ง รวมถึงคนดู หรือ แม้กระทั่งเพื่อนร่วมทีมได้นั้น ก็คงไม่แปลก

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจ และ ทำให้การ์ตูนบาสเกตบอลเรื่องนี้มีเสน่ห์คือ การให้แง่คิด ที่เติมเต็มพลังบวกให้ชีวิตได้โดยเฉพาะการวางคาแร็คเตอร์ ความสามารถ รวมถึงทัศนคติของพระเอกที่ชื่อ คุโรโกะ เท็ตสึยะ ซึ่งนิยามให้ตัวเองเปรียบเสมือน “เงา”  

 

“ผมน่ะคือเงา... แต่ว่า เงา จะเข้มแข็งขึ้นมาได้... ก็ต่อเมื่อ แสง มีความแข็งแกร่ง... และสีขาวของแสงน่ะ... จะทำให้เงาเด่นชัดขึ้นมา” ... ประโยคสั้นๆ ที่แสดงถึงแก่นของคุณค่าที่ซ้อนอยู่ในการ์ตูนกีฬาเรื่องนี้ และแน่นอนว่าหากคุณคิดตามถึงการเปรียบเปรยให้ดีละก็จะพบว่า มันได้สะท้อนวิถีชีวิตจริงหลากหลายมุม โดยเฉพาะในสังคมที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเป็นทีม

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง และคุณอาจสนใจ 

เพราะ “เงา”  คือ ตัวแทนของความจืดจาง เปราะบาง และ การใช้ชีวิตในหมู่คนเก่ง

 

คุโรโกะ เท็ตสึยะ เป็นตัวละครเอกของเรื่อง ซึ่งเป็นผู้เล่นของทีมเซริน ทีมบาสเกตบอลระดับมัธยมปลายมีจุดเด่นที่เหมือนจะเกิดจากจุดด้อย คือความไร้ตัวตน หรือ การเป็นบุคคลผู้ไม่มีใครสนใจ ซึ่งเกิดจากความจืดจางของบุคลิก ความไม่สง่าของรูปร่างที่ทั้งตัวเล็กและผมแห้ง รวมถึงการดูไม่มีพิษสงในฐานะนักกีฬาบาส ที่แม้แต่เพื่อนร่วมทีมหรือโค้ชของเซริน ยังมองหาออร่านักกีฬาจากตัวเขาไม่เจอด้วยซ้ำ

 

อย่างไรก็ตามแทบตลอดทั้งเรื่องเขาคือที่พึ่งยามยากของทีมบาสเกตบอลเซรินเสมอ โดยอาศัยจุดด้อยของเขาสร้างประโยชน์และสรรหาแนวทาง รวมถึงรูปแบบการเล่นที่กลายเป็นอาวุธลับเพื่อให้ทีมได้รับชัยชนะ รวมถึงมีส่วนสำคัญที่คอยสร้างแรงบันดาลใจที่ดี และ หล่อหลอมให้ทีมเซริน มีสไตล์หรือทัศนคติในการแข่งขันกีฬายอดเยี่ยมเหนือทีมอื่น จนได้รับชื่อภาษาไทยที่เข้าใจอย่างง่ายๆว่า “นายจืดพลิกสังเวียนบาส” ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การเป็นคนที่ไม่โดดเด่น ไม่ได้แปลว่าด้อยคุณค่า แต่อย่างใด

 

 

ส่วน “แสง”  คือตัวแทนของพรสวรรค์ โดดเด่น และเป็นที่สนใจของคนรอบข้าง

 

ขณะเดียวกันตัวละครมากมายภายในเรื่อง โดยเฉพาะรุ่นปาฏิหาริย์ คือตัวแทนที่ผู้เขียนใช้ถ่ายทอดความเป็นแสง เพราะ คนเหล่านี้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ มีความโดดเด่น เป็นที่ยอมรับ และ ใครต่างก็ต้องการ อย่างไรก็ตาม พวกเขากลับให้ความเคารพและชื่นชมในสิ่งที่เป็นคุโรโกะ เพราะ หนุ่มผมสีฟ้ามีความต่างในการสร้างบทบาทและจุดสมดุลให้กับทีม หรือที่เรียกง่ายๆว่า “เป็นตัวเชื่อมในหมู่คนเก่ง” และ เลือกทำหน้าที่ซึ่งบรรดาแสงทำไม่ได้ นั่นคือ “การปิดทองหลังพระ”

 

บริบทที่มีคนเก่ง หรือ อาจจะคิดแค่ว่าตัวเองเก่ง อยู่รวมตัวกันมากๆ ทุกคนจะปฏิเสธการไม่มีตัวตน หรือแม้แต่การทำหน้าที่ ที่ตนนั้นรู้สึกไม่คู่ควรกับความสามารถของตัวเอง และ นั่นมักก่อให้เกิดหายนะอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเราจะคุ้นหูกันว่า “ทีมเวิร์กพังทลาย” เพราะต่างคนต่างเก่ง ต่างมั่นหน้า และไม่มีใครยอมใคร หรืออาจกล่าวได้ว่า การมีแสงไม่ได้แปลว่ายิ่งมากยิ่งดี

 

แต่บทสรุปของการ์ตูนคือการชี้ให้เห็นว่าทุกส่วนคือส่วนที่สำคัญ แม้ว่า คางามิ ไทกะ จะคือแสงของเซรินอย่างไรก็ตามเพราะเขาค้นพบว่า การยอมรับในการสนับสนุนจากเพื่อนๆ ที่โดดเด่นส่วนละเล็กละน้อย คือกุญแจดอกที่ไข “ประตูโซนบานสุดท้าย” ซึ่งมันก็คือคุณค่าของคำว่า “ทีมเวิร์ก” นั่นเอง

 

ซึ่งคนที่เชื่อมโยง และ เป็นตัวอย่างให้เห็นเสมอก็คือ คุโรโกะ 

 

นอกจากบทบาทในเรื่องที่มักจะใช้ความสามารถเพื่อคนรอบข้างให้เห็นชัดเจน (ส่งลูกมากกว่าทำคะแนน) อีก 1 จุดที่สำคัญในการทำหน้าที่ ปิดทองหลังพระ ของคุโรโกะ คือ การโน้มน้าวและปลุกเร้าเพื่อนร่วมทีม ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติดีๆในยามคับขัน ที่เจ้าตัวส่งผ่านออกมาผ่านคำพูด หรือ การลงมือทำบางสิ่งบางอย่างในสถานการณ์ที่ทั้งทีมกดดันหรือท้อแท้ โดยทั้งหมดนั้นคือจุดเล็กน้อย ซึ่งถ้าหาอาสาว่าใครจะรับบทบาทก็คงไม่มีใครให้ความสำคัญพอที่จะทำ หรือ มองว่าไม่ได้มีผลต่อการแข่งขันบาสเกตบอล 

 

อีกสิ่งที่สำคัญคือ คุโรโกะ จะมุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถใหม่ๆ โดยมองถึงประโยชน์สำหรับทีม และเป็นการสร้างขึ้นด้วยการนำจุดด้อยของตัวเอง (ความจืดจาง) มาพัฒนนาเป็นความสามารถเหล่านั้น ซึ่งเราจะเห็นว่าสิ่งที่เขาทำไม่ได้ช่วยให้ตัวเองดูเด่นขึ้น แต่เป็นการสนับสนุนคนรอบข้างมากกว่า เป็นการถ่ายทอดให้เห็นว่า ความเป็นเงา หรือ การปิดทองพลังพระ คือเรื่องที่สำคัญและมีคุณค่ามาก

 

 

แสง และ เงา คือความสมดุล แต่ทำไมหาได้ยากในสังคม ?

 

นอกจากในเกมกีฬาประเภททีม เรายังมีอีกหลายบทบาทในชีวิตที่ต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น และ มักมีคำนำหน้าเอาไว้แสดงให้เห็นถึงการรวมหมู่และต้องมีกิจกรรมบางอย่างร่วมกัน นั่นก็คือคำว่า “ทีม” หรือ “กลุ่ม” เพียงแต่จะมีโจทย์ใดในการทำงานร่วมกัน ก็คงจะแล้วแต่จังหวะและช่วงเวลาของชีวิต

 

เพียงแต่ภายใต้ความหลากหลายมักเกิดปัญหาที่มีจุดร่วมกันอยู่เสมอ นั่นคือ ความสมดุล ภายในทีมเพราะทุกคนย่อมอยากเป็นแสง ซึ่งประกอบไปด้วยคนที่เป็นแสงสว่างจริงๆ และ คนที่พยายามจะเป็นแสง แต่ศักยภาพยังไม่เพียงพอ หรือ แม้กระทั่งอาจเป็นแสงที่สว่างได้ในบางมุมเท่านั้น ถ้าให้ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเช่นในงานสื่อสารการตลาด ทุกคนมักอยากเป็นโปรเจคลีดเดอร์ อยากวางกลยุทธ์ หรือ คิดไอเดีย แต่จะมีสักกี่คนที่อาสาทำวิจัย การนำสถิติมาประยุกต์ใช้วิเคราะห์ผลแคมเปญ หรือ สรุปค่าสถิติต่างๆ เพื่อหาโอกาส หรือ Key Finding ของงานนั้นๆ 

 

ส่วนฝั่งที่เป็นเงาก็มักจะเกิดปัญหาที่ว่า  “ถ้าจะไม่เด่น ก็ขออยู่เฉยๆ” หรือ ไม่พยายามเป็นเงาให้กับแสง ทำนองว่า “ถ้าต้องปรับตัว ขอทำแบบเดิมดีกว่า” นำมาสู่ปัญหาความสมดุล เพราะทิศทางไม่ตรงกัน แสงไปทางนึง เงาไปทางนึง … ผลลัพธ์ก็คือ เละ อยู่ดี

 

ถ้าเปรียบเทียบกับการทำงาน … ปัญหาเมื่อทุกคนอยากเป็นแสง คือ งานหลังบ้านหายไป

ส่วน ปัญหาของเงาที่ไม่ยอมตามแสง ก็คือ งานที่ออกมาดูเป็นคนละภาพกัน

 

ดังนั้นการลดกำแพงอีโก้ หรือ เปิดใจยอมรับ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำได้ยาก คือตัวแปรสำคัญ เพราะถ้าหากทำได้ มีผู้ที่ลองถอยตัวเองลงมาเป็นเงา ทำหน้าที่ซึ่งอาจไม่ได้หน้าตาทางสังคมมากนัก แต่สามารถทำให้ภาพรวมของคำว่า ทีม ออกมาดูดี ก็ถือว่าเป็นการเสียสละที่ยอดเยี่ยมเพื่อภาพรวม หรือบางครั้ง การลงสลับบทบาทการเป็นแสงและเงา เพราะโปรเจคหรืองานใหญ่ๆ ก็อาจต้องการผู้นำหรือคนที่ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ในแต่ละส่วนไม่ตรงกัน นั่นก็เกิดขึ้นได้ถมไป 

 

ถึงแม้ว่าหลายๆตอนจะมีเรื่องของพลังหรือความสามารถที่เว่อร์เกินจริงไปบ้างตามรูปแบบของอนิเมะแต่ในขณะเดียวกันก็มีหลายส่วนที่สื่อสารหรือถ่ายทอดมุมมองและแง่คิดดีๆ ที่สามารถนำมาใช้กับโลกของความจริงเพื่อพัฒนาตัวเอง รวมถึงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้โดยเฉพาะสังคมแบบคติรวมหมู่ (Collectivism) ประเทศไทย ได้เป็นอย่างดี และอย่างที่กล่าว คือการให้คุณค่าของ “เงา” ได้เฉียบคม ซึ่งเงาในทีนี้ ก็ไม่แตกต่างจากคำว่า “ผู้ปิดทองหลังพระ” นั่นเอง


stadium

author

นวพล เกียรติไพศาล

ชอบกินข้าวมันไก่แต่กลัวอ้วน รักแมวแต่โดนข่วนบ่อย ชอบกีฬาแต่ไม่ดูผล